<?xml version="1.0" encoding="utf-8" standalone="yes"?><rss version="2.0" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"><channel><title>ภาคที่ 4 กลุ่มเปราะบาง คดี และการวิจัย on กฎหมายการศึกษา: การเชื่อมโยงกฎหมาย นโยบาย และการบริหาร</title><link>https://lawbook.thamdee.com/docs/part-4/</link><description>Recent content in ภาคที่ 4 กลุ่มเปราะบาง คดี และการวิจัย on กฎหมายการศึกษา: การเชื่อมโยงกฎหมาย นโยบาย และการบริหาร</description><generator>Hugo</generator><language>th</language><lastBuildDate>Sat, 11 Jul 2026 00:00:00 +0000</lastBuildDate><atom:link href="https://lawbook.thamdee.com/docs/part-4/index.xml" rel="self" type="application/rss+xml"/><item><title>บทที่ 12 กฎหมายและนโยบายการศึกษาเพื่อกลุ่มเปราะบาง</title><link>https://lawbook.thamdee.com/docs/part-4/chapter-12/</link><pubDate>Sat, 11 Jul 2026 00:00:00 +0000</pubDate><guid>https://lawbook.thamdee.com/docs/part-4/chapter-12/</guid><description>&lt;h1 id="บทท-12-กฎหมายและนโยบายการศกษาเพอกลมเปราะบาง"&gt;บทที่ 12 กฎหมายและนโยบายการศึกษาเพื่อกลุ่มเปราะบาง&lt;a class="anchor" href="#%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%97-12-%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%87"&gt;#&lt;/a&gt;&lt;/h1&gt;
&lt;h2 id="เกรนนำบท"&gt;เกริ่นนำบท&lt;a class="anchor" href="#%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b8%9a%e0%b8%97"&gt;#&lt;/a&gt;&lt;/h2&gt;
&lt;p&gt;สิทธิในการศึกษาที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายแม่บทของไทยมีลักษณะเป็น &amp;ldquo;สิทธิสากล&amp;rdquo; (universal right) ในทางตัวบท กล่าวคือใช้กับ &amp;ldquo;บุคคล&amp;rdquo; ทุกคนโดยไม่จำกัดเฉพาะผู้มีสัญชาติไทยหรือมีสถานะทางกฎหมายที่สมบูรณ์ แต่ในทางปฏิบัติ กลุ่มเปราะบาง (vulnerable groups) จำนวนมาก—เด็กพิการ เด็กยากจน เด็กในพื้นที่ห่างไกล เด็กไร้รัฐไร้สัญชาติ และบุตรของแรงงานข้ามชาติ—ยังคงเผชิญอุปสรรคเชิงโครงสร้างในการเข้าถึงการศึกษาอย่างมีคุณภาพและต่อเนื่อง บทนี้จะวิเคราะห์สถานะทางกฎหมายของกลุ่มเปราะบางเหล่านี้ ตั้งแต่กรอบสิทธิตามรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ไปจนถึงกลไกนโยบายเฉพาะ เช่น มติคณะรัฐมนตรีวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 ที่เปิดโอกาสให้บุคคลไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยเข้าเรียนได้ในระบบการศึกษาไทย และระบบ &amp;ldquo;รหัส G&amp;rdquo; ที่ใช้บริหารจัดการทางทะเบียนสำหรับเด็กกลุ่มนี้ ควบคู่กับการทบทวนงานวิจัยและวิทยานิพนธ์ไทยที่ชี้ให้เห็นช่องว่างระหว่างสิทธิตามกฎหมายกับการนำไปปฏิบัติจริงในสนามการบริหารการศึกษา&lt;/p&gt;
&lt;h2 id="วตถประสงคการเรยนร"&gt;วัตถุประสงค์การเรียนรู้&lt;a class="anchor" href="#%e0%b8%a7%e0%b8%95%e0%b8%96%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3"&gt;#&lt;/a&gt;&lt;/h2&gt;
&lt;p&gt;เมื่อศึกษาบทนี้จบแล้ว ผู้เรียนควรสามารถ&lt;/p&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li&gt;
&lt;p&gt;อธิบายฐานกฎหมายและนโยบายที่รับรองสิทธิการศึกษาของกลุ่มเปราะบางในประเทศไทยได้อย่างเป็นระบบ&lt;/p&gt;
&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;
&lt;p&gt;วิเคราะห์สถานะทางกฎหมายของเด็กไร้รัฐไร้สัญชาติและบุตรแรงงานข้ามชาติ และความเชื่อมโยงกับมติคณะรัฐมนตรี 5 กรกฎาคม 2548&lt;/p&gt;
&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;
&lt;p&gt;อธิบายกลไก &amp;ldquo;รหัส G&amp;rdquo; (G-code) และบทบาทในการบริหารจัดการทางทะเบียนนักเรียนที่ไม่มีเลขประจำตัว 13 หลัก&lt;/p&gt;
&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;
&lt;p&gt;วิเคราะห์ช่องว่างระหว่างตัวบทสิทธิกับการปฏิบัติจริง (implementation gap) โดยอ้างอิงงานวิจัยและวิทยานิพนธ์ไทย&lt;/p&gt;
&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;
&lt;p&gt;ประเมินบทบาทของกฎหมาย นโยบาย และการบริหารในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาสำหรับเด็กด้อยโอกาส เด็กพิการ และเด็กยากจน&lt;/p&gt;
&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;
&lt;p&gt;เสนอแนวทางเชิงบริหารเพื่อปิดช่องว่างการเข้าถึงสิทธิการศึกษาของกลุ่มเปราะบาง&lt;/p&gt;
&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;h2 id="121-กรอบแนวคดวาดวย-กลมเปราะบาง-ในกฎหมายการศกษา"&gt;12.1 กรอบแนวคิดว่าด้วย &amp;ldquo;กลุ่มเปราะบาง&amp;rdquo; ในกฎหมายการศึกษา&lt;a class="anchor" href="#121-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%a2-%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2"&gt;#&lt;/a&gt;&lt;/h2&gt;
&lt;p&gt;คำว่า &amp;ldquo;กลุ่มเปราะบาง&amp;rdquo; (vulnerable groups) ในบริบทกฎหมายการศึกษาหมายถึงกลุ่มบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงกว่าค่าเฉลี่ยของสังคมในการถูกกีดกันออกจากระบบการศึกษา อันเนื่องมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม กายภาพ หรือสถานะทางกฎหมาย กลุ่มเหล่านี้ครอบคลุมอย่างน้อยสี่กลุ่มหลักที่ตำรานี้จะกล่าวถึง ได้แก่ (1) เด็กด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม (2) เด็กพิการและเด็กที่มีความต้องการพิเศษ (3) เด็กยากจนและเด็กในพื้นที่ห่างไกล และ (4) เด็กไร้รัฐไร้สัญชาติและบุตรแรงงานข้ามชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความซับซ้อนทางกฎหมายมากที่สุดเพราะเกี่ยวพันกับกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ กฎหมายทะเบียนราษฎร และกฎหมายคนเข้าเมือง ควบคู่ไปกับกฎหมายการศึกษา&lt;/p&gt;</description></item><item><title>บทที่ 13 การระงับข้อพิพาท คดีปกครอง และกรณีศึกษาทางกฎหมายการศึกษา</title><link>https://lawbook.thamdee.com/docs/part-4/chapter-13/</link><pubDate>Sat, 11 Jul 2026 00:00:00 +0000</pubDate><guid>https://lawbook.thamdee.com/docs/part-4/chapter-13/</guid><description>&lt;h1 id="บทท-13-การระงบขอพพาท-คดปกครอง-และกรณศกษาทางกฎหมายการศกษา"&gt;บทที่ 13 การระงับข้อพิพาท คดีปกครอง และกรณีศึกษาทางกฎหมายการศึกษา&lt;a class="anchor" href="#%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%97-13-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%9e%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%97-%e0%b8%84%e0%b8%94%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%a8%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2"&gt;#&lt;/a&gt;&lt;/h1&gt;
&lt;h2 id="เกรนนำบท"&gt;เกริ่นนำบท&lt;a class="anchor" href="#%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b8%9a%e0%b8%97"&gt;#&lt;/a&gt;&lt;/h2&gt;
&lt;p&gt;เมื่อสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายการศึกษาถูกโต้แย้งหรือถูกละเมิด กระบวนการยุติธรรมทางปกครองกลายเป็นเวทีสำคัญที่ทำให้หลักการทางกฎหมายและนโยบายถูกตรวจสอบและตีความอย่างเป็นรูปธรรม บทนี้จะพาผู้เรียนไปสำรวจประเภทของข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในระบบการศึกษาไทย บทบาทของศาลปกครองในการตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารการศึกษา และกรณีศึกษาสำคัญที่ครอบคลุมทั้งประเด็นสิทธิการเข้าถึงการศึกษา การเลือกปฏิบัติ การบริหารสถานศึกษา วินัยครู และการยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งเป็นประเด็นเชิงนโยบายที่มีผลกระทบเชิงบริหารอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน การวิเคราะห์คดีเหล่านี้ไม่ได้มุ่งเพียงมิติกฎหมายล้วน ๆ แต่ต้องมองผ่านเลนส์สามเสาคือกฎหมาย นโยบาย และการบริหาร เพื่อสกัดบทเรียนที่นำไปปรับใช้ในการบริหารการศึกษาเชิงป้องกันได้จริง&lt;/p&gt;
&lt;h2 id="วตถประสงคการเรยนร"&gt;วัตถุประสงค์การเรียนรู้&lt;a class="anchor" href="#%e0%b8%a7%e0%b8%95%e0%b8%96%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3"&gt;#&lt;/a&gt;&lt;/h2&gt;
&lt;p&gt;เมื่อศึกษาบทนี้จบแล้ว ผู้เรียนควรสามารถ&lt;/p&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li&gt;
&lt;p&gt;จำแนกประเภทของข้อพิพาททางการศึกษาที่พบบ่อยในระบบกฎหมายไทยได้อย่างเป็นระบบ&lt;/p&gt;
&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;
&lt;p&gt;อธิบายบทบาทและเขตอำนาจของศาลปกครองในการตรวจสอบการใช้อำนาจทางปกครองด้านการศึกษา&lt;/p&gt;
&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;
&lt;p&gt;วิเคราะห์กรณีศึกษาคดีด้านสิทธิการเข้าถึงการศึกษา การเลือกปฏิบัติ การบริหารโรงเรียน วินัยครู และการยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก&lt;/p&gt;
&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;
&lt;p&gt;ประยุกต์วิธีวิเคราะห์คดีเชิงกฎหมาย-นโยบาย-การบริหารกับกรณีข้อพิพาททางการศึกษาใหม่ ๆ&lt;/p&gt;
&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;
&lt;p&gt;สังเคราะห์บทเรียนเชิงบริหารจากคดีปกครองเพื่อออกแบบมาตรการป้องกันข้อพิพาทในสถานศึกษา&lt;/p&gt;
&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;
&lt;p&gt;ประเมินความสัมพันธ์ระหว่างการตัดสินคดีปกครองกับการปรับเปลี่ยนนโยบายการศึกษาในภาพรวม&lt;/p&gt;
&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;h2 id="131-ประเภทของขอพพาททางการศกษาในระบบกฎหมายไทย"&gt;13.1 ประเภทของข้อพิพาททางการศึกษาในระบบกฎหมายไทย&lt;a class="anchor" href="#131-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a0%e0%b8%97%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%9e%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2"&gt;#&lt;/a&gt;&lt;/h2&gt;
&lt;p&gt;ข้อพิพาททางการศึกษาในบริบทไทยสามารถจำแนกได้เป็นห้ากลุ่มหลักตามลักษณะของคู่ความและประเด็นพิพาท&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;กลุ่มที่หนึ่งคือ &lt;strong&gt;ข้อพิพาทเรื่องสิทธิการเข้าถึงการศึกษา&lt;/strong&gt; ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลถูกปฏิเสธสิทธิในการเข้าเรียนหรือได้รับบริการทางการศึกษาที่ต่ำกว่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด เช่น การปฏิเสธรับเด็กเข้าเรียนเนื่องจากสถานะทางทะเบียนราษฎรหรือความพิการ ข้อพิพาทกลุ่มนี้มักเกี่ยวพันโดยตรงกับสิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 54 และมาตรา 10 พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;กลุ่มที่สองคือ &lt;strong&gt;ข้อพิพาทเรื่องการเลือกปฏิบัติ&lt;/strong&gt; (discrimination) ซึ่งอาจเกิดจากเกณฑ์การรับนักเรียนที่ไม่เป็นธรรม การจัดสรรทรัพยากรทางการศึกษาที่ไม่เสมอภาคระหว่างสถานศึกษาในพื้นที่ต่างกัน หรือการปฏิบัติที่แตกต่างกันต่อนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ ศาสนา หรือสถานะทางเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;กลุ่มที่สามคือ &lt;strong&gt;ข้อพิพาทเรื่องการบริหารสถานศึกษา&lt;/strong&gt; ซึ่งครอบคลุมความขัดแย้งระหว่างผู้บริหารสถานศึกษากับครู ผู้ปกครอง หรือหน่วยงานต้นสังกัด เกี่ยวกับการใช้อำนาจทางปกครองในการบริหารงานบุคคล งบประมาณ หรือการจัดการเรียนการสอน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;กลุ่มที่สี่คือ &lt;strong&gt;ข้อพิพาทเรื่องวินัยครูและบุคลากรทางการศึกษา&lt;/strong&gt; ซึ่งเกิดขึ้นภายใต้กรอบพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 และพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 เมื่อครูถูกลงโทษทางวินัยหรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และมีการโต้แย้งความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งดังกล่าว ( &lt;a href="https://www.otepc.go.th/th/otepc09/km-otepc09/item/3003-2547.html"&gt;พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547, สำนักงาน ก.ค.ศ.&lt;/a&gt; ; &lt;a href="https://www.moe.go.th/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0/"&gt;พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546, กระทรวงศึกษาธิการ&lt;/a&gt; )&lt;/p&gt;</description></item><item><title>บทที่ 14 ระเบียบวิธีวิจัยด้านกฎหมายการศึกษาและแนวโน้มในอนาคต</title><link>https://lawbook.thamdee.com/docs/part-4/chapter-14/</link><pubDate>Sat, 11 Jul 2026 00:00:00 +0000</pubDate><guid>https://lawbook.thamdee.com/docs/part-4/chapter-14/</guid><description>&lt;h1 id="บทท-14-ระเบยบวธวจยดานกฎหมายการศกษาและแนวโนมในอนาคต"&gt;บทที่ 14 ระเบียบวิธีวิจัยด้านกฎหมายการศึกษาและแนวโน้มในอนาคต&lt;a class="anchor" href="#%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%97-14-%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b8%a7%e0%b8%98%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%95"&gt;#&lt;/a&gt;&lt;/h1&gt;
&lt;h2 id="เกรนนำบท"&gt;เกริ่นนำบท&lt;a class="anchor" href="#%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b8%9a%e0%b8%97"&gt;#&lt;/a&gt;&lt;/h2&gt;
&lt;p&gt;บทปิดของตำราเล่มนี้มุ่งตอบคำถามสองข้อที่สำคัญต่อผู้เรียนระดับปริญญาโท คือ &amp;ldquo;จะศึกษาวิจัยกฎหมายการศึกษาอย่างเป็นระบบได้อย่างไร&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;อนาคตของกฎหมายการศึกษาไทยกำลังมุ่งไปในทิศทางใด&amp;rdquo; บทนี้จะนำเสนอระเบียบวิธีวิจัยทางกฎหมายแบบดั้งเดิม (doctrinal legal research) ควบคู่กับแนวทางการผสมผสานวิธีวิจัยเชิงกฎหมาย นโยบาย และสังคมศาสตร์ทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ อันเป็นแนวโน้มสำคัญของวงวิชาการกฎหมายการศึกษาร่วมสมัย พร้อมทั้งทบทวนตัวอย่างงานวิจัยไทยที่ใช้แนวทางเหล่านี้ และปิดท้ายด้วยการมองไปข้างหน้าสู่แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่จะกำหนดทิศทางกฎหมายการศึกษาไทยในทศวรรษหน้า ทั้งเรื่องดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ในการศึกษา การเรียนรู้ตลอดชีวิต ความเสมอภาคทางการศึกษา และข้อเสนอเชิงปฏิรูปกฎหมายการศึกษาที่ตำรานี้สังเคราะห์ขึ้นจากทุกภาคที่ผ่านมา&lt;/p&gt;
&lt;h2 id="วตถประสงคการเรยนร"&gt;วัตถุประสงค์การเรียนรู้&lt;a class="anchor" href="#%e0%b8%a7%e0%b8%95%e0%b8%96%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3"&gt;#&lt;/a&gt;&lt;/h2&gt;
&lt;p&gt;เมื่อศึกษาบทนี้จบแล้ว ผู้เรียนควรสามารถ&lt;/p&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li&gt;
&lt;p&gt;อธิบายหลักการและขั้นตอนของการวิจัยกฎหมายแบบ doctrinal research และข้อจำกัดของแนวทางนี้ในบริบทกฎหมายการศึกษา&lt;/p&gt;
&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;
&lt;p&gt;ออกแบบงานวิจัยที่ผสมผสานมิติกฎหมาย นโยบาย และวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ/เชิงปริมาณเข้าด้วยกัน&lt;/p&gt;
&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;
&lt;p&gt;ประยุกต์ใช้กรอบสิทธิ (rights-based framework) เป็นเลนส์ในการวิเคราะห์วิจัยกฎหมายการศึกษา&lt;/p&gt;
&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;
&lt;p&gt;วิเคราะห์ตัวอย่างงานวิจัยและวิทยานิพนธ์ไทยที่สะท้อนแนวทางวิธีวิจัยหลากหลายรูปแบบ&lt;/p&gt;
&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;
&lt;p&gt;ประเมินแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายการศึกษาไทยในบริบทดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต&lt;/p&gt;
&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;
&lt;p&gt;เสนอแนวทางปฏิรูปกฎหมายการศึกษาไทยบนฐานการสังเคราะห์องค์ความรู้จากทั้งตำรา&lt;/p&gt;
&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;h2 id="141-doctrinal-legal-research-รากฐานของการวจยกฎหมายการศกษา"&gt;14.1 Doctrinal Legal Research: รากฐานของการวิจัยกฎหมายการศึกษา&lt;a class="anchor" href="#141-doctrinal-legal-research-%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2"&gt;#&lt;/a&gt;&lt;/h2&gt;
&lt;p&gt;การวิจัยกฎหมายแบบดั้งเดิมหรือ &lt;strong&gt;doctrinal legal research&lt;/strong&gt; เป็นระเบียบวิธีวิจัยที่มุ่งวิเคราะห์ตัวบทกฎหมาย หลักกฎหมาย และคำพิพากษาอย่างเป็นระบบ เพื่อค้นหาความหมาย ขอบเขต และความสัมพันธ์ระหว่างบทบัญญัติต่าง ๆ วิธีวิจัยนี้เป็นรากฐานสำคัญของการศึกษานิติศาสตร์มาช้านาน และยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการวิจัยกฎหมายการศึกษา เพราะกฎหมายการศึกษาไทยประกอบด้วยกฎหมายหลายระดับที่ต้องตีความให้สอดคล้องกัน ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ กฎกระทรวง ไปจนถึงระเบียบและประกาศต่าง ๆ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ขั้นตอนหลักของ doctrinal research ประกอบด้วย (1) การระบุประเด็นทางกฎหมายที่ต้องการศึกษา (2) การรวบรวมตัวบทกฎหมาย คำพิพากษา และเอกสารทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (3) การวิเคราะห์และตีความบทบัญญัติโดยใช้หลักการตีความกฎหมาย เช่น การตีความตามตัวอักษร การตีความตามเจตนารมณ์ และการตีความเชิงระบบ และ (4) การสังเคราะห์ข้อสรุปเชิงหลักกฎหมายหรือข้อเสนอแนะเชิงนิติบัญญัติ ตัวอย่างที่ดีของงานวิจัยแนวนี้ในบริบทไทยคือวิทยานิพนธ์เรื่อง &lt;strong&gt;&amp;ldquo;ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย&amp;rdquo;&lt;/strong&gt; ของมหาวิทยาลัยรังสิต ที่วิเคราะห์ตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับหลักการศึกษาแบบไม่เก็บค่าใช้จ่ายอย่างเป็นระบบ และชี้ให้เห็นความไม่สมบูรณ์ของกฎหมายในการนิยาม &amp;ldquo;ค่าใช้จ่าย&amp;rdquo; ที่รัฐต้องรับผิดชอบ ( &lt;a href="https://rsuir-library.rsu.ac.th/bitstream/123456789/2061/1/SANCHAI%20NIRAMOL.pdf"&gt;ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย, มหาวิทยาลัยรังสิต&lt;/a&gt; ) และวิทยานิพนธ์ของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์เรื่อง &lt;strong&gt;&amp;ldquo;ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษา&amp;rdquo;&lt;/strong&gt; ที่ใช้วิธี doctrinal research ในการวิเคราะห์ช่องว่างของกฎหมายที่เกี่ยวกับการส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาทางเลือก ( &lt;a href="https://libdoc.dpu.ac.th/thesis/161751.pdf"&gt;ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษา, มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์&lt;/a&gt; )&lt;/p&gt;</description></item></channel></rss>