บทที่ 14 ระเบียบวิธีวิจัยด้านกฎหมายการศึกษาและแนวโน้มในอนาคต#
เกริ่นนำบท#
บทปิดของตำราเล่มนี้มุ่งตอบคำถามสองข้อที่สำคัญต่อผู้เรียนระดับปริญญาโท คือ “จะศึกษาวิจัยกฎหมายการศึกษาอย่างเป็นระบบได้อย่างไร” และ “อนาคตของกฎหมายการศึกษาไทยกำลังมุ่งไปในทิศทางใด” บทนี้จะนำเสนอระเบียบวิธีวิจัยทางกฎหมายแบบดั้งเดิม (doctrinal legal research) ควบคู่กับแนวทางการผสมผสานวิธีวิจัยเชิงกฎหมาย นโยบาย และสังคมศาสตร์ทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ อันเป็นแนวโน้มสำคัญของวงวิชาการกฎหมายการศึกษาร่วมสมัย พร้อมทั้งทบทวนตัวอย่างงานวิจัยไทยที่ใช้แนวทางเหล่านี้ และปิดท้ายด้วยการมองไปข้างหน้าสู่แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่จะกำหนดทิศทางกฎหมายการศึกษาไทยในทศวรรษหน้า ทั้งเรื่องดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ในการศึกษา การเรียนรู้ตลอดชีวิต ความเสมอภาคทางการศึกษา และข้อเสนอเชิงปฏิรูปกฎหมายการศึกษาที่ตำรานี้สังเคราะห์ขึ้นจากทุกภาคที่ผ่านมา
วัตถุประสงค์การเรียนรู้#
เมื่อศึกษาบทนี้จบแล้ว ผู้เรียนควรสามารถ
อธิบายหลักการและขั้นตอนของการวิจัยกฎหมายแบบ doctrinal research และข้อจำกัดของแนวทางนี้ในบริบทกฎหมายการศึกษา
ออกแบบงานวิจัยที่ผสมผสานมิติกฎหมาย นโยบาย และวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ/เชิงปริมาณเข้าด้วยกัน
ประยุกต์ใช้กรอบสิทธิ (rights-based framework) เป็นเลนส์ในการวิเคราะห์วิจัยกฎหมายการศึกษา
วิเคราะห์ตัวอย่างงานวิจัยและวิทยานิพนธ์ไทยที่สะท้อนแนวทางวิธีวิจัยหลากหลายรูปแบบ
ประเมินแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายการศึกษาไทยในบริบทดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต
เสนอแนวทางปฏิรูปกฎหมายการศึกษาไทยบนฐานการสังเคราะห์องค์ความรู้จากทั้งตำรา
14.1 Doctrinal Legal Research: รากฐานของการวิจัยกฎหมายการศึกษา#
การวิจัยกฎหมายแบบดั้งเดิมหรือ doctrinal legal research เป็นระเบียบวิธีวิจัยที่มุ่งวิเคราะห์ตัวบทกฎหมาย หลักกฎหมาย และคำพิพากษาอย่างเป็นระบบ เพื่อค้นหาความหมาย ขอบเขต และความสัมพันธ์ระหว่างบทบัญญัติต่าง ๆ วิธีวิจัยนี้เป็นรากฐานสำคัญของการศึกษานิติศาสตร์มาช้านาน และยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการวิจัยกฎหมายการศึกษา เพราะกฎหมายการศึกษาไทยประกอบด้วยกฎหมายหลายระดับที่ต้องตีความให้สอดคล้องกัน ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ กฎกระทรวง ไปจนถึงระเบียบและประกาศต่าง ๆ
ขั้นตอนหลักของ doctrinal research ประกอบด้วย (1) การระบุประเด็นทางกฎหมายที่ต้องการศึกษา (2) การรวบรวมตัวบทกฎหมาย คำพิพากษา และเอกสารทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (3) การวิเคราะห์และตีความบทบัญญัติโดยใช้หลักการตีความกฎหมาย เช่น การตีความตามตัวอักษร การตีความตามเจตนารมณ์ และการตีความเชิงระบบ และ (4) การสังเคราะห์ข้อสรุปเชิงหลักกฎหมายหรือข้อเสนอแนะเชิงนิติบัญญัติ ตัวอย่างที่ดีของงานวิจัยแนวนี้ในบริบทไทยคือวิทยานิพนธ์เรื่อง “ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย” ของมหาวิทยาลัยรังสิต ที่วิเคราะห์ตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับหลักการศึกษาแบบไม่เก็บค่าใช้จ่ายอย่างเป็นระบบ และชี้ให้เห็นความไม่สมบูรณ์ของกฎหมายในการนิยาม “ค่าใช้จ่าย” ที่รัฐต้องรับผิดชอบ ( ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย, มหาวิทยาลัยรังสิต ) และวิทยานิพนธ์ของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์เรื่อง “ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษา” ที่ใช้วิธี doctrinal research ในการวิเคราะห์ช่องว่างของกฎหมายที่เกี่ยวกับการส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาทางเลือก ( ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษา, มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ )
อย่างไรก็ตาม doctrinal research มีข้อจำกัดสำคัญในบริบทกฎหมายการศึกษา เนื่องจากกฎหมายการศึกษาเป็นสาขาที่เชื่อมโยงกับความเป็นจริงเชิงนโยบายและการบริหารอย่างลึกซึ้ง การวิเคราะห์ตัวบทเพียงอย่างเดียวไม่สามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดสิทธิที่รับรองไว้ในกฎหมายจึงไม่เกิดผลจริงในทางปฏิบัติ ดังที่ได้แสดงให้เห็นแล้วในบทที่ 12 ของตำรานี้ ด้วยเหตุนี้ วงวิชาการกฎหมายการศึกษาร่วมสมัยจึงหันมาให้ความสำคัญกับการผสมผสานวิธีวิจัยทางกฎหมายกับวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
14.2 การผสมผสานวิธีวิจัยกฎหมาย นโยบาย และสังคมศาสตร์#
แนวทางการวิจัยที่ผสมผสานมิติกฎหมาย นโยบาย และวิธีวิจัยเชิงคุณภาพหรือเชิงปริมาณ (socio-legal research หรือ law-and-policy research) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมากในวงวิชาการกฎหมายการศึกษาทั่วโลกและในประเทศไทย เนื่องจากสามารถอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างตัวบทกฎหมายกับผลลัพธ์ในทางปฏิบัติได้ลึกซึ้งกว่าวิธีวิจัยกฎหมายแบบดั้งเดิม
งานวิจัยเชิงประเมินผลนโยบายเรียนฟรี 15 ปีที่ทบทวนในบทที่ 11 และ 12 ของตำรานี้เป็นตัวอย่างที่ดีของแนวทางนี้ เพราะผู้วิจัยไม่ได้วิเคราะห์เพียงตัวบทนโยบาย แต่เก็บข้อมูลเชิงประจักษ์จากผู้บริหารสถานศึกษา ครู และผู้ปกครองเพื่อประเมินผลการนำนโยบายไปปฏิบัติจริง เช่น งานวิจัยของมหาวิทยาลัยรามคำแหงเรื่องการนำนโยบายเรียนฟรี 15 ปีไปปฏิบัติ ที่ใช้วิธีวิจัยเชิงสำรวจร่วมกับการวิเคราะห์เอกสารนโยบาย ( การนำนโยบายเรียนฟรี 15 ปีอย่างมีคุณภาพไปปฏิบัติ, มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2565 ) และวิทยานิพนธ์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เรื่องประสิทธิภาพการดำเนินโครงการเรียนฟรี 15 ปี ที่ใช้แบบสอบถามเชิงปริมาณควบคู่กับการสัมภาษณ์เชิงลึกเพื่อวิเคราะห์ปัจจัยความสำเร็จของนโยบาย ( ประสิทธิภาพในการดำเนินโครงการตามนโยบายเรียนฟรี 15 ปี, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2023 )
ในประเด็นการกระจายอำนาจทางการศึกษา ซึ่งเป็นหัวข้อสำคัญของภาคที่ 3 ของตำรานี้ งานวิจัยฉบับสมบูรณ์ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เรื่อง “การกระจายอำนาจทางการศึกษา” เป็นตัวอย่างของการผสมผสานการวิเคราะห์กฎหมายการกระจายอำนาจเข้ากับการประเมินผลเชิงประจักษ์ในระดับพื้นที่ ทำให้ได้ข้อค้นพบที่ครอบคลุมทั้งมิติกฎหมาย นโยบาย และการบริหารไปพร้อมกัน ( รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์: การกระจายอำนาจทางการศึกษา, สกสว. ) และวิทยานิพนธ์ของมหาวิทยาลัยศิลปากรเรื่อง “ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการนำนโยบายการกระจายอำนาจการบริหารการศึกษาไปปฏิบัติ” ใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณในการวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสถิติที่มีผลต่อความสำเร็จของการกระจายอำนาจ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีของงานวิจัยแบบเชิงปริมาณในสาขากฎหมาย-นโยบายการศึกษา ( ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการนำนโยบายการกระจายอำนาจการบริหารการศึกษาไปปฏิบัติ, มหาวิทยาลัยศิลปากร )
สำหรับประเด็นเด็กไร้รัฐไร้สัญชาติที่ทบทวนในบทที่ 12 งานวิจัยจำนวนมากใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เช่น การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารสถานศึกษาและผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ควบคู่กับการวิเคราะห์เอกสารนโยบายและกฎหมาย ดังที่ปรากฏในวิทยานิพนธ์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมหาวิทยาลัยบูรพาหลายฉบับที่ได้ทบทวนไปแล้ว ซึ่งสะท้อนว่าการวิจัยประเด็นที่มีความซับซ้อนเชิงมนุษย์และสังคมสูงเช่นนี้ จำเป็นต้องอาศัยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อเข้าใจพลวัตของปัญหาในระดับปฏิบัติการอย่างลึกซึ้ง มากกว่าการวิเคราะห์ตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว
| กล่อง: เชื่อมกฎหมาย–นโยบาย–การบริหาร การวิจัยเป็นสะพานเชื่อมสามเสา: doctrinal research ทำหน้าที่วิเคราะห์ “ฐานกฎหมาย” อย่างเข้มข้น ในขณะที่ socio-legal research ที่ผสมผสานวิธีวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ช่วยเผยให้เห็น “เจตนารมณ์นโยบาย” เทียบกับ “ผลลัพธ์ทางการบริหาร” จริงในสนามปฏิบัติ นักวิจัยกฎหมายการศึกษาที่ดีจึงต้องมีทักษะทั้งสองด้าน คือความเชี่ยวชาญในการตีความกฎหมายและความสามารถในการออกแบบและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงประจักษ์ เพื่อให้งานวิจัยสามารถตอบคำถามได้ทั้ง “กฎหมายว่าอย่างไร” และ “ในทางปฏิบัติเกิดอะไรขึ้นจริง” |
|---|
14.3 กรอบสิทธิเป็นเลนส์ในการวิจัยกฎหมายการศึกษา#
กรอบสิทธิมนุษยชน (rights-based approach) เป็นเลนส์เชิงทฤษฎีที่ทรงพลังในการวิจัยกฎหมายการศึกษา เพราะช่วยให้นักวิจัยสามารถประเมินความสอดคล้องระหว่างกฎหมายภายในประเทศกับพันธกรณีระหว่างประเทศ และวิเคราะห์ผลลัพธ์เชิงนโยบายผ่านมุมมองสิทธิของผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง มากกว่ามุมมองประสิทธิภาพเชิงบริหารเพียงอย่างเดียว
กรอบ 4A ของ Tomasevski ที่กล่าวถึงในบทที่ 12 ยังคงเป็นเครื่องมือวิเคราะห์ (analytical tool) ที่ใช้ได้กับงานวิจัยหลากหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นการประเมินความพร้อมใช้ (Availability) ของสถานศึกษาในพื้นที่ห่างไกล การเข้าถึงได้ (Accessibility) ของกลุ่มเปราะบาง ความยอมรับได้ (Acceptability) ของคุณภาพการเรียนการสอน หรือความปรับตัวได้ (Adaptability) ของหลักสูตรต่อความหลากหลายของผู้เรียน ( Tomasevski, 2001 ) กรอบสิทธินี้ยังเชื่อมโยงกับรายงานตัวชี้วัดสิทธิการศึกษาที่พัฒนาโดย Right to Education Initiative ซึ่งเสนอตัวชี้วัดเชิงปริมาณที่นักวิจัยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในบริบทไทยได้ ( Right to Education Indicators based on the 4 As, Right to Education Initiative ) และกรอบแนวทางที่พัฒนาร่วมกันโดย UNESCO และ UNICEF เรื่อง A Human Rights-Based Approach to Education for All ซึ่งวางกรอบการวิเคราะห์นโยบายการศึกษาโดยยึดสิทธิเด็กเป็นศูนย์กลางไว้อย่างเป็นระบบ ( A Human Rights-Based Approach to Education for All, UNESCO/UNICEF, 2007 )
การใช้กรอบสิทธิเป็นเลนส์วิจัยยังช่วยให้นักวิจัยกฎหมายการศึกษาสามารถเชื่อมโยงงานวิจัยระดับประเทศเข้ากับกลไกการติดตามสิทธิการศึกษาระดับสากล เช่น Observatory on the Right to Education ของ UNESCO ที่ติดตามการปฏิบัติตามพันธกรณีด้านสิทธิการศึกษาของประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ( Observatory on the Right to Education, UNESCO ) และรายงาน Global Education Monitoring (GEM) ที่เผยแพร่ทุกปีเพื่อประเมินความก้าวหน้าของเป้าหมายการศึกษาโลก ( Global Education Monitoring Report 2023, UNESCO )
14.4 ตัวอย่างงานวิจัยไทยที่บูรณาการกฎหมาย นโยบาย และกรอบสิทธิ#
การทบทวนงานวิจัยและวิทยานิพนธ์ไทยในตำรานี้ตลอดทั้งภาคที่ 4 แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของแนวทางวิจัยที่นักวิชาการไทยนำมาใช้ในการศึกษากฎหมายการศึกษา ตัวอย่างที่สะท้อนการบูรณาการอย่างชัดเจนคือกลุ่มวิทยานิพนธ์เรื่องเด็กไร้รัฐไร้สัญชาติของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่กล่าวถึงในบทที่ 12 ซึ่งผสมผสานการวิเคราะห์ตัวบทกฎหมาย (มติ ครม. 2548 กฎหมายทะเบียนราษฎร) เข้ากับกรอบสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และข้อมูลเชิงประจักษ์จากการสัมภาษณ์ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ทำให้ได้ข้อเสนอเชิงนโยบายที่ครอบคลุมทั้งมิติกฎหมาย นโยบาย และการบริหารไปพร้อมกัน ( ปัญหาการเข้าถึงสิทธิทางการศึกษาของคนไร้รัฐ, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2560 )
อีกตัวอย่างที่สำคัญคือบทความวิจัยในวารสาร Journal of Education Studies ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเรื่อง “การพัฒนาระบบบริหารจัดการศึกษาและการกระจายอำนาจ” ซึ่งใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน (mixed methods) ในการวิเคราะห์ทั้งกรอบกฎหมายการกระจายอำนาจและข้อมูลเชิงประจักษ์จากสถานศึกษาในพื้นที่ต่าง ๆ ( การพัฒนาระบบบริหารจัดการศึกษาและการกระจายอำนาจ, Journal of Education Studies จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ) งานวิจัยเหล่านี้ร่วมกันชี้ให้เห็นแนวโน้มสำคัญของวงวิชาการกฎหมายการศึกษาไทยในทศวรรษที่ผ่านมา คือการเคลื่อนออกจากการวิเคราะห์ตัวบทกฎหมายอย่างโดดเดี่ยว ไปสู่การวิจัยแบบสหวิทยาการที่เชื่อมกฎหมาย นโยบาย รัฐประศาสนศาสตร์ และสิทธิมนุษยชนเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ
14.5 แนวโน้มในอนาคต: ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ในการศึกษา#
หนึ่งในแนวโน้มที่จะเปลี่ยนโฉมกฎหมายการศึกษาไทยอย่างลึกซึ้งในทศวรรษหน้าคือการเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ในระบบการศึกษา ทั้งในรูปแบบการเรียนการสอนออนไลน์ ระบบการประเมินผลด้วยปัญญาประดิษฐ์ และเครื่องมือช่วยการเรียนรู้ส่วนบุคคล (personalized learning) แนวโน้มนี้ก่อให้เกิดคำถามทางกฎหมายใหม่หลายประการที่กฎหมายการศึกษาปัจจุบันยังไม่ได้กล่าวถึงอย่างชัดเจน เช่น ความรับผิดชอบทางกฎหมายเมื่อระบบ AI ประเมินผลนักเรียนผิดพลาด การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของนักเรียนในระบบการเรียนรู้ดิจิทัล และความเสมอภาคในการเข้าถึงเทคโนโลยีการศึกษาระหว่างนักเรียนในเมืองและพื้นที่ห่างไกล
รายงาน OECD Skills Strategy Thailand ปี 2025 ได้ชี้ให้เห็นว่าการเสริมสร้างธรรมาภิบาลของระบบทักษะ (governance of the skills system) ในประเทศไทยจำเป็นต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ รวมถึงการพัฒนากรอบกฎหมายและนโยบายที่รองรับทักษะดิจิทัลและการเรียนรู้ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ( OECD Skills Strategy Thailand: Strengthening the Governance of the Skills System in Thailand, 2025 ) ซึ่งสอดคล้องกับรายงาน Thailand’s Education System and Skills Imbalances ของ OECD ที่ชี้ให้เห็นความไม่สมดุลระหว่างทักษะที่ระบบการศึกษาผลิตกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคดิจิทัล อันเป็นแรงกดดันสำคัญที่ผลักดันให้ต้องมีการปฏิรูปกฎหมายการศึกษาเพื่อรองรับทักษะแห่งอนาคต ( Thailand’s Education System and Skills Imbalances: Assessment and Policy Recommendations, OECD, 2020 )
ในทางกฎหมาย ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะที่กำกับดูแลการใช้ AI ในการศึกษาโดยตรง การกำกับดูแลในปัจจุบันต้องอาศัยการตีความกฎหมายทั่วไป เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ประกอบกับหลักการทั่วไปของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติที่เน้นคุณภาพและความเสมอภาคของการศึกษา ซึ่งเป็นช่องว่างทางกฎหมายที่นักวิจัยและผู้กำหนดนโยบายควรให้ความสนใจในการพัฒนากรอบกฎหมายเฉพาะทางต่อไป โดยเฉพาะประเด็นความรับผิดของสถานศึกษาและผู้พัฒนาเทคโนโลยีเมื่อเกิดความเสียหายจากการใช้ระบบ AI ในการประเมินหรือคัดกรองนักเรียน
14.6 แนวโน้มในอนาคต: การเรียนรู้ตลอดชีวิตและความเสมอภาคทางการศึกษา#
แนวโน้มสำคัญอีกประการหนึ่งคือการขยับกรอบคิดของกฎหมายการศึกษาจาก “การศึกษาในระบบ” ไปสู่ การเรียนรู้ตลอดชีวิต (lifelong learning) อย่างเป็นทางการมากขึ้น ดังที่ปรากฏชัดในพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ซึ่งยกระดับสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เดิม ขึ้นเป็นกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) และวางกรอบกฎหมายที่รองรับการเรียนรู้ในทุกช่วงวัยและทุกรูปแบบ ไม่จำกัดเฉพาะการศึกษาในระบบโรงเรียนแบบเดิม ( พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566, สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ) กฎหมายฉบับนี้สะท้อนแนวโน้มระดับโลกที่มองว่าการศึกษาไม่ใช่ช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตที่จำกัดอยู่ในวัยเรียนเท่านั้น แต่เป็นกระบวนการต่อเนื่องตลอดชีวิตที่กฎหมายต้องรองรับให้ยืดหยุ่นและเข้าถึงได้ในทุกช่วงวัย
ในด้านความเสมอภาคทางการศึกษา รายงาน Global Education Monitoring ของ UNESCO เรื่อง Education and Justice ชี้ให้เห็นว่าความเสมอภาคทางการศึกษาไม่ได้หมายความเพียงการเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม แต่ครอบคลุมถึงความเป็นธรรมในกระบวนการและผลลัพธ์ทางการศึกษาด้วย ( Education and Justice, UNESCO GEM Report ) ซึ่งสอดคล้องกับข้อค้นพบจากรายงานของธนาคารโลกเรื่อง Fostering Foundational Skills in Thailand ที่ชี้ว่าประเทศไทยยังมีความเหลื่อมล้ำด้านผลลิตทางการเรียนรู้ระหว่างพื้นที่และกลุ่มเศรษฐกิจสังคมอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะมีความก้าวหน้าด้านการเข้าถึงการศึกษาในเชิงปริมาณแล้วก็ตาม ( Fostering Foundational Skills in Thailand: From a Skills Crisis to a Learning Nation, World Bank ) และรายงาน Learning Outcomes in Thailand ของธนาคารโลกที่เก็บข้อมูลผลลัพธ์การเรียนรู้เชิงประจักษ์ในระดับประเทศ ซึ่งเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการวิจัยด้านความเสมอภาคทางการศึกษาในอนาคต ( Learning Outcomes in Thailand, World Bank Open Knowledge Repository )
ความเสมอภาคทางการศึกษายังเชื่อมโยงโดยตรงกับประเด็นกลุ่มเปราะบางที่ทบทวนในบทที่ 12 ของตำรานี้ กล่าวคือ ตราบใดที่ช่องว่างระหว่างตัวบทสิทธิกับการปฏิบัติยังคงดำรงอยู่สำหรับเด็กไร้รัฐไร้สัญชาติ เด็กพิการ และเด็กยากจน ความเสมอภาคทางการศึกษาก็ยังไม่อาจบรรลุผลได้อย่างสมบูรณ์ นักวิจัยและผู้กำหนดนโยบายในอนาคตจึงจำเป็นต้องออกแบบงานวิจัยและนโยบายที่มุ่งลดช่องว่างเชิงโครงสร้างเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยข้อมูลเชิงประจักษ์และกรอบสิทธิเป็นเครื่องมือหลัก
14.7 ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปกฎหมายการศึกษาไทย#
จากการสังเคราะห์องค์ความรู้ตลอดทั้งตำรานี้ ทั้งในมิติหลักคิดทฤษฎีและกรอบสิทธิ (ภาคที่ 1) กฎหมายแม่บทไทย (ภาคที่ 2) การบริหาร ธรรมาภิบาล และวิชาชีพครู (ภาคที่ 3) และกลุ่มเปราะบาง คดี และการวิจัย (ภาคที่ 4) สามารถประมวลข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปกฎหมายการศึกษาไทยได้เป็นประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้
ประการที่หนึ่ง ควรมีการปรับปรุงพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้บัญญัติสิทธิของกลุ่มเปราะบางไว้อย่างชัดเจนเป็นการเฉพาะ มิใช่อาศัยเพียงมติคณะรัฐมนตรีหรือหนังสือเวียนราชการซึ่งมีสถานะทางกฎหมายที่ไม่มั่นคงเท่าพระราชบัญญัติ เพื่อยกสถานะการคุ้มครองสิทธิการศึกษาของเด็กไร้รัฐไร้สัญชาติ เด็กพิการ และเด็กยากจน ให้มีน้ำหนักทางกฎหมายที่หนักแน่นและยั่งยืนกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน สอดคล้องกับข้อเสนอในวิทยานิพนธ์หลายฉบับของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ได้ทบทวนไว้ในบทที่ 12 ( การดำเนินนโยบายเพื่อสนับสนุนการเข้าถึงสิทธิด้านการศึกษาของเด็กไร้รัฐ, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2561 )
ประการที่สอง ควรพัฒนากลไกการระงับข้อพิพาททางการศึกษาในระดับเขตพื้นที่การศึกษาให้เข้มแข็งขึ้น เพื่อลดจำนวนคดีที่ต้องขึ้นสู่ศาลปกครองอันสิ้นเปลืองเวลาและทรัพยากร ดังที่ได้เสนอไว้ในบทที่ 13 ผ่านการจัดตั้งกลไกไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเฉพาะทางการศึกษา และการพัฒนาศักยภาพของผู้บริหารสถานศึกษาในการวินิจฉัยและตัดสินใจเชิงกฎหมายเบื้องต้นได้อย่างถูกต้อง
ประการที่สาม ควรเร่งพัฒนากรอบกฎหมายเฉพาะทางเพื่อกำกับดูแลการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ในการศึกษา ครอบคลุมประเด็นความรับผิดของสถานศึกษาและผู้พัฒนาเทคโนโลยี ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เรียน และหลักประกันความเสมอภาคในการเข้าถึงเทคโนโลยีทางการศึกษา เพื่อให้กฎหมายสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีได้ทันเวลา ไม่ล้าหลังกว่าความเป็นจริงในทางปฏิบัติ ดังที่ได้เสนอไว้ในบทที่ 13 ผ่านการจัดตั้งกลไกกลไกกำกับดูแลข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เรียน ความรับผิดของสถานศึกษาและผู้พัฒนาเทคโนโลยี และหลักประกันความเสมอภาคในการเข้าถึงเทคโนโลยีทางการศึกษา เพื่อให้กฎหมายสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีได้ทันเวลา ไม่ล้าหลังกว่าความเป็นจริงในทางปฏิบัติ
ประการที่สี่ ควรส่งเสริมการวิจัยเชิงประเมินผล (evaluative research) กฎหมายและนโยบายการศึกษาอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ โดยเฉพาะการประเมินผลกระทบของกฎหมายลูกและนโยบายสำคัญ เช่น นโยบายเรียนฟรี 15 ปี และพระราชบัญญัติกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เพื่อให้มีข้อมูลเชิงประจักษ์สนับสนุนการปรับปรุงกฎหมายอย่างต่อเนื่อง (evidence-based legal reform) มากกว่าการอาศัยเพียงเจตนารมณ์ทางการเมืองหรือแรงกดดันเฉพาะกาล
ประการที่ห้า ควรบูรณาการกรอบสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศเข้ากับกระบวนการนิติบัญญัติด้านการศึกษาของไทยอย่างเป็นระบบมากขึ้น โดยใช้กรอบ 4A และมาตรฐานตาม ICESCR และ CRC เป็นกรอบอ้างอิงในการร่างและปรับปรุงกฎหมายทุกฉบับ เพื่อให้กฎหมายภายในประเทศสอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคีอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงในเชิงถ้อยคำแต่รวมถึงในเชิงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงกับผู้เรียนทุกกลุ่ม
| กล่อง: เชื่อมกฎหมาย–นโยบาย–การบริหาร จากงานวิจัยสู่การปฏิรูปกฎหมาย: วงจรที่สมบูรณ์ของกฎหมายการศึกษาที่มีคุณภาพ ต้องเริ่มจาก (1) การวิจัยเชิงประจักษ์และเชิงกฎหมายที่เปิดเผยช่องว่างระหว่างตัวบทกับการปฏิบัติ (2) การแปลงข้อค้นพบจากงานวิจัยเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่ผู้กำหนดนโยบายสามารถนำไปพิจารณา (3) กระบวนการทางนิติบัญญัติที่นำข้อเสนอไปบัญญัติเป็นกฎหมายหรือแก้ไขกฎหมายเดิม และ (4) การนำกฎหมายที่ปรับปรุงแล้วไปปฏิบัติจริงโดยหน่วยบริหารการศึกษา ซึ่งจะนำไปสู่รอบใหม่ของการวิจัยประเมินผลต่อไป วงจรนี้คือแก่นของ “สามเสา” กฎหมาย-นโยบาย-การบริหาร ที่ตำรานี้ยึดถือเป็นแนวเขียนตลอดทั้ง 14 บท และเป็นภารกิจที่นักกฎหมายการศึกษารุ่นใหม่ต้องขับเคลื่อนต่อไปในทศวรรษหน้า |
|---|
| กรณีศึกษา: จากวิทยานิพนธ์สู่ข้อเสนอนโยบายเรื่องเด็กไร้รัฐ วิทยานิพนธ์หลายฉบับของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมหาวิทยาลัยบูรพาที่ทบทวนในบทที่ 12 เป็นตัวอย่างที่ดีของวงจรการวิจัยสู่การปฏิรูปนโยบาย กล่าวคือ นักวิจัยได้ใช้วิธี doctrinal research วิเคราะห์มติคณะรัฐมนตรี 5 กรกฎาคม 2548 และกฎหมายทะเบียนราษฎรที่เกี่ยวข้อง ควบคู่กับการลงพื้นที่สัมภาษณ์ผู้บริหารสถานศึกษาและผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนเพื่อค้นหาช่องว่างระหว่างตัวบทกับการปฏิบัติ ( ปัญหาในการจัดการศึกษาสำหรับเด็กไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทย, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2559 ) ข้อค้นพบจากงานวิจัยเหล่านี้ได้ถูกนำไปใช้อ้างอิงในการปรับปรุงคู่มือและแนวทางปฏิบัติของกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2560 ซึ่งแสดงให้เห็นวงจรงานวิจัยเชิงวิชาการสามารถส่งผลต่อการปรับปรุงแนวทางปฏิบัติของกระทรวงศึกษาธิการได้จริงในระดับหนึ่ง แม้ยังมีช่องว่างที่ต้องแก้ไขในระดับกฎหมายเชิงโครงสร้างอีกมากตามที่ได้กล่าวไว้ในบทที่ 12 ( คู่มือและแนวทางปฏิบัติสำหรับการจัดการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560, สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ) |
|---|
บทสรุป#
บทที่ 14 ได้นำผู้เรียนสำรวจระเบียบวิธีวิจัยด้านกฎหมายการศึกษา ตั้งแต่ doctrinal research ซึ่งเป็นรากฐานดั้งเดิมของการวิเคราะห์ตัวบทกฎหมาย ไปจนถึงแนวทาง socio-legal research ที่ผสมผสานมิติกฎหมาย นโยบาย และวิธีวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณเข้าด้วยกัน พร้อมทั้งแสดงให้เห็นว่ากรอบสิทธิมนุษยชนสามารถทำหน้าที่เป็นเลนส์วิเคราะห์ที่ทรงพลังในการประเมินความสอดคล้องระหว่างกฎหมายภายในประเทศกับพันธกรณีระหว่างประเทศ ตัวอย่างงานวิจัยและวิทยานิพนธ์ไทยที่ทบทวนตลอดทั้งบทแสดงให้เห็นพัฒนาการของวงวิชาการกฎหมายการศึกษาไทยที่เคลื่อนจากการวิเคราะห์ตัวบทอย่างโดดเดี่ยว ไปสู่การวิจัยแบบสหวิทยาการที่เชื่อมกฎหมาย นโยบาย และการบริหารเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ
ในส่วนของแนวโน้มอนาคต บทนี้ได้ชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ การเรียนรู้ตลอดชีวิต และความเสมอภาคทางการศึกษา จะเป็นสามประเด็นสำคัญที่กำหนดทิศทางของกฎหมายการศึกษาไทยในทศวรรษหน้า และได้ประมวลข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปกฎหมายการศึกษาไทยห้าประการที่นำเสนอในบทนี้ ให้ผู้เรียนเลือกประเด็นที่เห็นว่าสำคัญที่สุดหนึ่งประเด็น พร้อมให้เหตุผลสนับสนุนโดยอ้างอิงเนื้อหาจากภาคที่ 1-4 ของตำรานี้
คำถามท้ายบท#
เปรียบเทียบข้อดีและข้อจำกัดของ doctrinal research กับ socio-legal research ในการวิจัยกฎหมายการศึกษา และยกตัวอย่างประเด็นวิจัยที่เหมาะกับแต่ละแนวทาง
อธิบายว่ากรอบสิทธิ 4A ของ Tomasevski สามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นกรอบวิเคราะห์ในการวิจัยประเด็นความเสมอภาคทางการศึกษาของไทยได้อย่างไร
วิเคราะห์ว่าการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ในการศึกษาจะสร้างช่องว่างทางกฎหมายประเด็นใดบ้าง และเสนอแนวทางการพัฒนากฎหมายเพื่อรองรับ
อภิปรายว่าพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 สะท้อนการเปลี่ยนกรอบคิดจาก “การศึกษาในระบบ” ไปสู่ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” อย่างไร และมีข้อจำกัดใดที่ยังต้องพัฒนาต่อ
จากข้อเสนอปฏิรูปกฎหมายการศึกษาไทยทั้งห้าประการที่นำเสนอในบทนี้ ให้ผู้เรียนเลือกประเด็นที่เห็นว่าสำคัญที่สุดหนึ่งประเด็น พร้อมให้เหตุผลสนับสนุนโดยอ้างอิงเนื้อหาจากภาคที่ 1-4 ของตำรานี้
คำสำคัญ (Key Terms)#
การวิจัยกฎหมายแบบดั้งเดิม (Doctrinal Legal Research) • การวิจัยเชิงกฎหมายสังคม (Socio-Legal Research) • วิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) • กรอบสิทธิเป็นฐาน (Rights-Based Approach) • การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) • ปัญญาประดิษฐ์ในการศึกษา (AI in Education) • ความเสมอภาคทางการศึกษา (Educational Equity) • การปฏิรูปกฎหมายบนฐานประจักษ์ (Evidence-Based Legal Reform) • ธรรมาภิบาลระบบทักษะ (Governance of the Skills System) • วงจรวิจัยสู่นโยบาย (Research-to-Policy Cycle)
เอกสารอ้างอิงประจำบท#
มหาวิทยาลัยรังสิต. (ไม่ระบุปี). ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย (วิทยานิพนธ์). สืบค้นจาก https://rsuir-library.rsu.ac.th/bitstream/123456789/2061/1/SANCHAI%20NIRAMOL.pdf
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์. (ไม่ระบุปี). ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษา (วิทยานิพนธ์). สืบค้นจาก https://libdoc.dpu.ac.th/thesis/161751.pdf
มหาวิทยาลัยรามคำแหง. (2565). การนำนโยบายเรียนฟรี 15 ปีอย่างมีคุณภาพไปปฏิบัติ. สืบค้นจาก https://www3.ru.ac.th/mpa-abstract/files/2565_1747803741_6414832073.pdf
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. (2023). ประสิทธิภาพในการดำเนินโครงการตามนโยบายเรียนฟรี 15 ปี (วิทยานิพนธ์). สืบค้นจาก http://ethesisarchive.library.tu.ac.th/thesis/2023/TU_2023_6503011345_18160_27765.pdf
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม. (ไม่ระบุปี). รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์: การกระจายอำนาจทางการศึกษา. สืบค้นจาก https://elibrary.tsri.or.th/fullP/RDG5710017/RDG5710017_full.pdf
มหาวิทยาลัยศิลปากร. (ไม่ระบุปี). ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการนำนโยบายการกระจายอำนาจการบริหารการศึกษาไปปฏิบัติ (วิทยานิพนธ์). สืบค้นจาก https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/10474
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (ไม่ระบุปี). การพัฒนาระบบบริหารจัดการศึกษาและการกระจายอำนาจ. Journal of Education Studies. สืบค้นจาก https://digital.car.chula.ac.th/cgi/viewcontent.cgi?article=3746&context=educujournal
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. (2560). ปัญหาการเข้าถึงสิทธิทางการศึกษาของคนไร้รัฐ (วิทยานิพนธ์). สืบค้นจาก http://ethesisarchive.library.tu.ac.th/thesis/2017/TU_2017_6030080094_8954_9185.pdf
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. (2561). การดำเนินนโยบายเพื่อสนับสนุนการเข้าถึงสิทธิด้านการศึกษาของเด็กไร้รัฐ (วิทยานิพนธ์). สืบค้นจาก http://ethesisarchive.library.tu.ac.th/thesis/2018/TU_2018_6003010672_9685_10583.pdf
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. (2559). ปัญหาในการจัดการศึกษาสำหรับเด็กไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทย (วิทยานิพนธ์). สืบค้นจาก http://ethesisarchive.library.tu.ac.th/thesis/2016/TU_2016_5701035098_6276_5195.pdf
สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ. (2560). คู่มือและแนวทางปฏิบัติสำหรับการจัดการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย (ฉบับปรับปรุง). สืบค้นจาก https://ops.moe.go.th/คู่มือและแนวทางปฎิบัติ-2/
UNESCO. (2007). A Human Rights-Based Approach to Education for All. UNESCO/UNICEF. สืบค้นจาก https://unesdoc.unesco.org/ark:/48223/pf0000154861
UNESCO. (n.d.). Observatory on the Right to Education. สืบค้นจาก https://www.unesco.org/en/right-education/observatory
UNESCO. (2023). Global Education Monitoring (GEM) Report 2023. สืบค้นจาก https://www.unesco.at/en/education/education-2030/global-education-monitoring-gem-report/gem23
UNESCO. (n.d.). Education and Justice. GEM Report. สืบค้นจาก https://www.unesco.org/gem-report/en/publication/education-and-justice
Right to Education Initiative. (n.d.). Right to Education Indicators based on the 4 As — Concept Paper. สืบค้นจาก https://www.right-to-education.org/resource/right-education-indicators-based-4-concept-paper
OECD. (2025). OECD Skills Strategy Thailand: Strengthening the Governance of the Skills System in Thailand. สืบค้นจาก https://www.oecd.org/en/publications/2025/07/oecd-skills-strategy-thailand_9a4427e8/full-report/strengthening-the-governance-of-the-skills-system-in-thailand_5b95ac86.html
OECD. (2020). Thailand’s Education System and Skills Imbalances: Assessment and Policy Recommendations. สืบค้นจาก https://www.oecd.org/content/dam/oecd/en/publications/reports/2020/12/thailand-s-education-system-and-skills-imbalances-assessment-and-policy-recommendations_197225d8/b79addb6-en.pdf
World Bank. (n.d.). Fostering Foundational Skills in Thailand: From a Skills Crisis to a Learning Nation. สืบค้นจาก https://www.worldbank.org/en/country/thailand/publication/fostering-foundational-skills-in-thailand
World Bank. (n.d.). Learning Outcomes in Thailand. Open Knowledge Repository. สืบค้นจาก https://openknowledge.worldbank.org/entities/publication/eea64216-ad10-517e-95e8-b0ce74fd36e3
สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ. (2566). พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566. สืบค้นจาก https://ops.moe.go.th/wp-content/uploads/2023/04/พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้-พ.ศ.-2566.pdf
**หมายเหตุฉบับออนไลน์:** เนื้อหาข้างต้นคงไว้ตามต้นฉบับทุกประการ โดย "คำถามท้ายบท" ในต้นฉบับใช้เป็น **คำถามทบทวน** ประจำบท ส่วนด้านล่างนี้เป็น **ส่วนเสริมที่จัดทำขึ้นใหม่สำหรับฉบับออนไลน์** เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ ไม่ใช่เนื้อหาต้นฉบับ
ตาราง/แผนภาพประกอบ (ส่วนเสริมฉบับออนไลน์)#
เปรียบเทียบระเบียบวิธีวิจัย#
flowchart TB
subgraph Doc["Doctrinal Legal Research"]
D1["วิเคราะห์ตัวบท"]
D2["หลักกฎหมาย / คำพิพากษา"]
end
subgraph Emp["Empirical / Socio-legal"]
E1["ข้อมูลภาคสนาม"]
E2["นโยบาย / การปฏิบัติ"]
end
Mix["การวิจัยแบบผสมผสาน"]
Doc --- Mix
Emp --- Mix
- ตารางเมทริกซ์การออกแบบงานวิจัย — แถว: คำถามวิจัยตัวอย่าง คอลัมน์: วิธีวิจัยที่เหมาะสม แหล่งข้อมูล และกรอบสิทธิ/กรอบสามชั้นที่ใช้เป็นเลนส์
แบบฝึกหัดท้ายบท (ส่วนเสริมฉบับออนไลน์)#
- ตั้งคำถามวิจัยด้านกฎหมายการศึกษา 1 คำถาม แล้วออกแบบว่าจะใช้ Doctrinal Research อย่างเดียวเพียงพอหรือต้องผสมวิธีเชิงประจักษ์ เพราะเหตุใด
- วิเคราะห์งานวิจัยไทย 1 เรื่องจากหัวข้อ 14.4 ว่าบูรณาการกฎหมาย นโยบาย และกรอบสิทธิอย่างไร และมีจุดที่พัฒนาต่อได้ตรงไหน
- อภิปรายประเด็นทางกฎหมายที่เกิดจากการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการศึกษา 2 ประเด็น พร้อมชี้ว่ากฎหมายไทยปัจจุบันรองรับหรือยังมีช่องว่าง
- ประเมินข้อเสนอการปฏิรูปกฎหมายการศึกษาไทยในหัวข้อ 14.7 ว่าข้อเสนอใดมีความเป็นไปได้ทางการเมืองสูงสุดและต่ำสุด เพราะเหตุใด
- ร่างโครงเค้า (outline) ข้อเสนอโครงการวิทยานิพนธ์ด้านกฎหมายการศึกษาของท่านเอง 1 หน้า โดยระบุคำถามวิจัย วิธีวิจัย และกรอบวิเคราะห์ที่เลือกใช้