บทที่ 7 กฎหมายลูกรายสาขา#
เกริ่นนำบท#
หากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 เป็นกฎหมายแม่บทที่วางหลักการและโครงสร้างกว้าง ๆ ของระบบการศึกษาไทยดังที่กล่าวในบทที่ 6 กฎหมายลูกรายสาขาก็คือเครื่องมือที่ทำให้หลักการเหล่านั้นมีผลบังคับใช้ได้จริงในแต่ละภาคส่วนของระบบการศึกษา บทนี้จะพาผู้อ่านสำรวจกฎหมายลูกที่สำคัญ 5 กลุ่ม ได้แก่ (1) พระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545 ซึ่งแปลงหลักการมาตรา 17 แห่งกฎหมายแม่บทให้เป็นกลไกบังคับที่มีสภาพบังคับทางกฎหมายชัดเจน (2) พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 ซึ่งรองรับการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนตามหลักการมาตรา 43–46 (3) พระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา พ.ศ. 2551 ซึ่งขยายความระบบอาชีวศึกษา (4) พระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. 2562 พร้อมพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2562 ซึ่งปรับโครงสร้างการบริหารอุดมศึกษาทั้งระบบ และ (5) พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ซึ่งยกระดับการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยไปสู่มิติใหม่ในนามกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ทดแทนสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เดิม
วัตถุประสงค์การเรียนรู้#
เมื่อศึกษาบทนี้จบแล้ว ผู้เรียนจะสามารถ
อธิบายสาระสำคัญของพระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545 และความเชื่อมโยงกับมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
อธิบายโครงสร้างการกำกับดูแลโรงเรียนเอกชนตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550
วิเคราะห์การจัดการอาชีวศึกษาตามพระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา พ.ศ. 2551
อธิบายการปรับโครงสร้างการบริหารอุดมศึกษาตามพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงการอุดมศึกษาฯ พ.ศ. 2562
อธิบายการเปลี่ยนผ่านจาก กศน. ไปสู่กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566
วิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างระหว่างกฎหมายลูกแต่ละฉบับกับหลักการในกฎหมายแม่บท และประเมินช่องว่างการบังคับใช้ในแต่ละสาขา
7.1 พระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545#
พระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545 ( ops.moe.go.th เป็นกฎหมายลูกฉบับสั้นแต่มีสภาพบังคับสูง ทำหน้าที่แปลงหลักการเรื่องการศึกษาภาคบังคับ 9 ปีตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติให้เป็นกลไกบังคับใช้ที่เป็นรูปธรรม สาระสำคัญคือกำหนดให้ผู้ปกครองมีหน้าที่ส่งเด็กซึ่งมีอายุย่างเข้าปีที่เจ็ดเข้าเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจนอายุย่างเข้าปีที่สิบหก เว้นแต่จะสอบได้ชั้นปีที่เก้าของการศึกษาภาคบังคับแล้ว โดยกำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามีหน้าที่ประกาศรายละเอียดเกี่ยวกับการส่งเด็กเข้าเรียนในเขตพื้นที่การศึกษาของตน และกำหนดบทลงโทษทางอาญาแก่ผู้ปกครองที่ไม่ส่งเด็กในความปกครองเข้าเรียนตามที่กฎหมายกำหนดโดยไม่มีเหตุอันควร ซึ่งเป็นกฎหมายลูกฉบับหนึ่งในไม่กี่ฉบับของระบบการศึกษาไทยที่มีบทกำหนดโทษทางอาญาไว้อย่างชัดเจน สะท้อนเจตนารมณ์ที่ต้องการให้การศึกษาภาคบังคับมีสภาพบังคับที่เข้มงวดกว่าสิทธิการศึกษาขั้นพื้นฐานทั่วไป
ในทางปฏิบัติ กฎหมายฉบับนี้เป็นเครื่องมือสำคัญของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในการติดตามเด็กตกหล่นและเด็กออกกลางคัน (dropout) โดยเชื่อมโยงกับระบบฐานข้อมูลประชากรและระบบสารสนเทศทางการศึกษา อย่างไรก็ตาม บทกำหนดโทษทางอาญาที่มีอยู่ในกฎหมายมักไม่ถูกนำมาบังคับใช้อย่างจริงจังในทางปฏิบัติ เนื่องจากปัญหาเด็กออกจากระบบการศึกษาส่วนใหญ่มีรากมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมมากกว่าการละเลยของผู้ปกครองโดยเจตนา ทำให้แนวทางการบริหารสมัยใหม่มักเน้นมาตรการเชิงสนับสนุน เช่น เงินอุดหนุนและกลไกของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา มากกว่าการดำเนินคดีอาญา
7.2 พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550#
พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 ( ops.moe.go.th ซึ่งมีการแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 ในปี 2554 เป็นกฎหมายที่แปลงหลักการเรื่องสิทธิของภาคเอกชนในการจัดการศึกษาตามมาตรา 43–46 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติให้เป็นระบบกำกับดูแลที่ชัดเจน โดยแบ่งโรงเรียนเอกชนออกเป็นโรงเรียนในระบบและโรงเรียนนอกระบบ กำหนดให้มี สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช./OPEC) เป็นหน่วยงานกำกับดูแลหลัก และกำหนดให้โรงเรียนเอกชนในระบบมีคณะกรรมการบริหารโรงเรียนซึ่งประกอบด้วยผู้รับใบอนุญาต ผู้แทนผู้ปกครอง ผู้แทนครู ผู้แทนชุมชน และผู้ทรงคุณวุฒิ ตามหลักการมีส่วนร่วมที่สอดคล้องกับมาตรา 44 แห่งกฎหมายแม่บท ( opec.go.th )
กฎหมายนี้ยังกำหนดกลไกการอุดหนุนทางการเงินจากรัฐแก่โรงเรียนเอกชน การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี และการกำกับมาตรฐานคุณภาพให้เทียบเท่าโรงเรียนของรัฐตามหลักการมาตรา 43 ซึ่งกำหนดว่าการจัดการศึกษาของเอกชนต้องได้รับการส่งเสริมและกำกับดูแลด้านมาตรฐานเช่นเดียวกับสถานศึกษาของรัฐ ประเด็นเชิงนโยบายที่สำคัญของกฎหมายฉบับนี้คือการสร้างความสมดุลระหว่าง “ความเป็นอิสระในการบริหารจัดการ” ของโรงเรียนเอกชนกับ “การกำกับดูแลคุณภาพ” โดยรัฐ ซึ่งยังคงเป็นประเด็นถกเถียงเชิงนโยบายอยู่จนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในเรื่องการกำหนดค่าธรรมเนียมการศึกษาและการอุดหนุนที่เหมาะสม
7.3 พระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา พ.ศ. 2551#
พระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา พ.ศ. 2551 ( moe.go.th ขยายความหลักการเรื่องการอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ โดยกำหนดนิยาม “การอาชีวศึกษา” ว่าเป็นกระบวนการศึกษาเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนในระดับฝีมือ ระดับเทคนิค และระดับเทคโนโลยี และกำหนดให้มี สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการ ควบคู่กับ คณะกรรมการการอาชีวศึกษา ตามมาตรา 34 แห่งกฎหมายแม่บทที่กล่าวถึงในบทที่ 6 กฎหมายฉบับนี้ยังกำหนดให้มี สถาบันการอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มวิทยาลัยอาชีวศึกษาในภูมิภาคเดียวกันเพื่อจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ อันเป็นความพยายามเชื่อมโยง “เส้นทางอาชีวศึกษา” ให้มีทางเลือกการศึกษาต่อในระดับสูงขึ้นโดยไม่ต้องเปลี่ยนไปสู่ระบบอุดมศึกษาสายวิชาการทั้งหมด ( cmvc.ac.th )
ข้อสังเกตเชิงนโยบายคือ กฎหมายฉบับนี้เป็นเครื่องมือที่ตอบสนองต่อหลักการมาตรา 9 (4) แห่งกฎหมายแม่บทเรื่องการส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพ โดยเชื่อมโยงระบบการศึกษาเข้ากับตลาดแรงงานอย่างใกล้ชิดกว่าการศึกษาสายสามัญ อย่างไรก็ดี ประเด็นท้าทายเชิงนโยบายที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันคือค่านิยมทางสังคมไทยที่ยังให้ความสำคัญกับสายสามัญมากกว่าสายอาชีวศึกษา ทำให้สัดส่วนผู้เรียนอาชีวศึกษายังต่ำกว่าที่ยุทธศาสตร์ชาติด้านกำลังคนต้องการ เป็นตัวอย่างของช่องว่างระหว่างกฎหมายที่ออกแบบไว้ดีกับพฤติกรรมทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงได้ยากกว่า
7.4 พระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงการอุดมศึกษาฯ พ.ศ. 2562#
การปฏิรูปกฎหมายอุดมศึกษาไทยในปี 2562 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดในรอบสองทศวรรษของระบบการศึกษาไทย โดยมีกฎหมายหลักสองฉบับที่ออกมาพร้อมกัน
พระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. 2562 ( mhesi.go.th ; db.legal.tu.ac.th ) เป็นกฎหมายที่วางหลักการเฉพาะสำหรับการอุดมศึกษาแยกจากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ โดยยึดหลักการสำคัญคือ เสรีภาพทางวิชาการ (academic freedom) ความเป็นอิสระในการบริหารจัดการของสถาบันอุดมศึกษา และการส่งเสริมความเป็นเลิศทางวิชาการที่เชื่อมโยงกับการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้มี คณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานการอุดมศึกษา และมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการประกันคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่เชื่อมโยงกับหลักการในหมวด 6 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ แต่ปรับให้เหมาะสมกับธรรมชาติของสถาบันอุดมศึกษาที่ต้องการความเป็นอิสระทางวิชาการสูงกว่าสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีการสรุปสาระสำคัญไว้ว่ากฎหมายฉบับนี้มีประเด็นสำคัญที่สภามหาวิทยาลัยควรทราบถึง 10 ประเด็น ครอบคลุมทั้งเรื่องการกำกับดูแล มาตรฐานหลักสูตร และความรับผิดชอบต่อสังคม ( mysite.rmutto.ac.th
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2562 ( mhesi.go.th ; kmutt.ac.th จัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ขึ้นใหม่ โดยยุบเลิกสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาเดิม (ซึ่งแต่ก่อนสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ) และรวมภารกิจด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยจากหลายกระทรวงเดิมมาไว้ในกระทรวงใหม่นี้ เจตนารมณ์สำคัญคือการบูรณาการภารกิจการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ การวิจัย และนวัตกรรมให้อยู่ภายใต้การบริหารจัดการเชิงยุทธศาสตร์เดียวกัน เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศตามแนวคิดเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม (innovation-driven economy)
การจัดตั้งกระทรวง อว. ส่งผลให้เกิดการปรับแก้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562 ไปพร้อมกันดังที่กล่าวในบทที่ 6 และทำให้ระบบการศึกษาไทยมีลักษณะ “สองกระทรวงหลัก” คือกระทรวงศึกษาธิการดูแลการศึกษาขั้นพื้นฐานและอาชีวศึกษา และกระทรวง อว. ดูแลอุดมศึกษาและการวิจัย ซึ่งเป็นประเด็นเชิงโครงสร้างที่ยังต้องอาศัยกลไกประสานงานระดับชาติ เช่น สภาการศึกษาตามมาตรา 33 แห่งกฎหมายแม่บท เพื่อรักษาความเป็นเอกภาพเชิงนโยบายการศึกษาของประเทศในภาพรวม
7.5 พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 (แทน กศน.)#
พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ( ops.moe.go.th เป็นกฎหมายลูกฉบับล่าสุดในกลุ่มที่ศึกษาในบทนี้ และมีนัยเชิงปฏิรูปแนวคิดที่สำคัญ กล่าวคือ กฎหมายฉบับนี้ยกเลิกโครงสร้าง สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เดิม และจัดตั้ง กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ขึ้นแทน โดยมีสถานะเป็นกรมในกระทรวงศึกษาธิการ ( moe.go.th ; th.wikipedia.org )
เจตนารมณ์การเปลี่ยนแปลงชื่อและโครงสร้างนี้มีนัยสำคัญเชิงนโยบายเกินกว่าการเปลี่ยนชื่อหน่วยงานเพียงอย่างเดียว กล่าวคือ กฎหมายเดิมที่วางกรอบ กศน. เน้นแนวคิด “การศึกษานอกระบบ” (non-formal education) ซึ่งยังผูกติดกับกรอบคิดเรื่อง “การศึกษา” แบบเดิม ในขณะที่พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ปรับกรอบความคิดไปสู่ “การเรียนรู้” (learning) ซึ่งเป็นแนวคิดที่กว้างกว่าและยืดหยุ่นกว่า สอดคล้องกับกระแสการเรียนรู้ตลอดชีวิต (lifelong learning) ในระดับสากล และเปิดพื้นที่ให้มีการยอมรับการเรียนรู้ในรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งการเรียนรู้ตามความสนใจ การเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง และการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาอาชีพ โดยไม่จำกัดอยู่เพียงกรอบ “การศึกษานอกระบบ” แบบเดิมที่เน้นเทียบเท่าการศึกษาในระบบเป็นหลัก
กฎหมายฉบับนี้ยังกำหนดโครงสร้างการบริหารระดับพื้นที่ผ่าน “ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้” ในระดับอำเภอ/เขต ซึ่งเป็นการปรับจากศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอ (กศน.อำเภอ) เดิม พร้อมกำหนดกลไกการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในการจัดการเรียนรู้ ทั้งนี้ยังมีฉบับสองภาษาเผยแพร่เพื่อการอ้างอิงในระดับสากล (ops.moe.go.th
7.6 ภาพรวมความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายลูกกับกฎหมายแม่บท#
กฎหมายลูกทั้งห้ากลุ่มที่กล่าวมาข้างต้นสามารถจัดเรียงตามความสัมพันธ์กับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติได้ดังนี้ พระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545 และพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 เป็นกฎหมายที่ขยายความหมวด 2 และหมวด 5 โดยตรง ยังคงอยู่ในกรอบการกำกับดูแลของกระทรวงศึกษาธิการอย่างชัดเจน พระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา พ.ศ. 2551 ขยายความมาตรา 20 และมาตรา 34 โดยยังคงสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ในขณะที่พระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. 2562 และกฎหมายกระทรวง อว. ที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นการ “แยกตัว” ออกจากโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการอย่างสมบูรณ์ ส่วนพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 เป็นกฎหมายที่ปรับกรอบความคิดใหม่มากกว่าการขยายความกฎหมายแม่บทแบบเดิม
ความหลากหลายของความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างนี้สะท้อนให้เห็นว่าระบบกฎหมายการศึกษาไทยในปัจจุบันมิได้เป็นเอกภาพสมบูรณ์ในเชิงสถาบัน (institutional unity) แม้จะยังคงเอกภาพเชิงหลักการผ่านพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติในระดับหนึ่ง ผู้บริหารและผู้กำหนดนโยบายการศึกษาจำเป็นต้องเข้าใจแผนภูมิความสัมพันธ์นี้เพื่อประสานงานข้ามหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในประเด็นที่ต้องเชื่อมต่อระหว่างสายอาชีวศึกษากับอุดมศึกษา หรือระหว่างการศึกษาในระบบกับการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต
| เชื่อมกฎหมาย–นโยบาย–การบริหาร |
|---|
จากกฎหมายแม่บทสู่กฎหมายลูกที่หลากหลายเชิงสถาบัน: พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 วางหลักการกว้าง ๆ ไว้ในหมวด 3 (ระบบการศึกษาสามรูปแบบ) แต่การนำหลักการไปปฏิบัติจริงกลับกระจายไปสู่กฎหมายลูกที่มีสถานะเชิงสถาบันแตกต่างกันมาก บางฉบับยังสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (การศึกษาภาคบังคับ โรงเรียนเอกชน อาชีวศึกษา) บางฉบับแยกไปกระทรวงใหม่โดยสิ้นเชิง (อุดมศึกษา) และบางฉบับเปลี่ยนกรอบความคิดพื้นฐาน (ส่งเสริมการเรียนรู้) ผลกระทบเชิงนโยบายที่ตามมาคือ การประสานนโยบายการศึกษาระดับชาติต้องอาศัยกลไกกลางที่เข้มแข็ง เช่น สภาการศึกษาและแผนการศึกษาแห่งชาติ เพื่อป้องกันความซ้ำซ้อนหรือช่องว่างของการให้บริการการศึกษาแก่ประชาชน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือผู้เรียนอาชีวศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อระดับปริญญาในสายเทคโนโลยีต้องอาศัยการประสานระหว่างสถาบันการอาชีวศึกษา (ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ) กับกรอบมาตรฐานอุดมศึกษา (ภายใต้กระทรวง อว.) ซึ่งเป็นจุดที่มักเกิดปัญหาการเทียบโอนหน่วยกิตและมาตรฐานที่ไม่สอดคล้องกันในทางปฏิบัติ
| กรณีศึกษา: การเปลี่ยนผ่านจาก กศน. สู่กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) กรณีการยกเลิกโครงสร้าง กศน. และจัดตั้งกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 เป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนพลวัตของกฎหมายลูกได้อย่างชัดเจน เนื่องจากมิใช่เพียงการเปลี่ยนชื่อหน่วยงานหรือปรับสถานะทางกฎหมาย แต่เป็นการเปลี่ยนกรอบปรัชญาการศึกษาจาก “การศึกษานอกระบบ” ไปสู่ “การส่งเสริมการเรียนรู้” ซึ่งมีความหมายกว้างกว่าและเปิดพื้นที่ให้กับผู้เรียนทุกช่วงวัยมากขึ้น ตอบสนองบริบทสังคมสูงวัยและความต้องการพัฒนาทักษะใหม่ (upskill/reskill) ของกำลังแรงงานไทยในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ประเด็นที่ต้องติดตามในเชิงบริหารคือ การเปลี่ยนสถานะจากสำนักงานเป็นกรม ส่งผลต่อโครงสร้างงบประมาณ อัตรากำลัง และความคล่องตัวในการบริหารจัดการอย่างไร และหน่วยงานระดับพื้นที่ (ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอ) จะสามารถแปลงเจตนารมณ์ของกฎหมายให้เป็นบริการการเรียนรู้ที่เข้าถึงประชาชนได้จริงมากน้อยเพียงใด ซึ่งเป็นคำถามเชิงประเมินผลที่ต้องอาศัยการติดตามในระยะยาว ( moe.go.th ; dl.parliament.go.th ) |
|---|
บทสรุป#
กฎหมายลูกรายสาขาทั้งห้ากลุ่มที่ศึกษาในบทนี้แสดงให้เห็นว่าการนำหลักการกว้าง ๆ ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติไปสู่การปฏิบัติจริงจำเป็นต้องอาศัยกฎหมายเฉพาะที่ออกแบบให้เหมาะสมกับธรรมชาติของการศึกษาแต่ละประเภท ตั้งแต่กฎหมายที่มีสภาพบังคับสูงอย่างพระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ ไปจนถึงกฎหมายที่ให้ความเป็นอิสระทางวิชาการสูงอย่างพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา และกฎหมายที่ปรับกรอบความคิดใหม่ทั้งระบบอย่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ ความหลากหลายเชิงสถาบันของกฎหมายลูกเหล่านี้สร้างทั้งโอกาสในการออกแบบกฎหมายให้เหมาะกับบริบทเฉพาะ และความท้าทายในการรักษาเอกภาพเชิงนโยบายการศึกษาของประเทศในภาพรวม ซึ่งจะเป็นประเด็นสำคัญที่ภาคที่ 3 ของตำรานี้จะขยายความต่อไปในเรื่องโครงสร้างการบริหารและการกระจายอำนาจ
คำถามท้ายบท#
อธิบายความเชื่อมโยงระหว่างพระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545 กับมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ และวิเคราะห์ประสิทธิผลของบทกำหนดโทษทางอาญาในกฎหมายฉบับนี้
อธิบายบทบาทของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 และวิเคราะห์ความสมดุลระหว่างความเป็นอิสระของโรงเรียนเอกชนกับการกำกับดูแลของรัฐ
วิเคราะห์เหตุผลเชิงนโยบายที่ทำให้ต้องแยกกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ออกจากกระทรวงศึกษาธิการในปี 2562
เปรียบเทียบกรอบความคิด “การศึกษานอกระบบ” ของ กศน. เดิม กับ “การส่งเสริมการเรียนรู้” ของ สกร. ตามกฎหมายปี 2566 ว่าแตกต่างกันอย่างไรในเชิงปรัชญาการศึกษา
ประเมินว่าความหลากหลายเชิงสถาบันของกฎหมายลูกรายสาขาส่งผลต่อความเป็นเอกภาพของนโยบายการศึกษาไทยอย่างไร พร้อมเสนอแนวทางแก้ไข
คำสำคัญ#
การศึกษาภาคบังคับ (Compulsory Education), โรงเรียนเอกชน (Private School), การอาชีวศึกษา (Vocational Education), การอุดมศึกษา (Higher Education), กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (MHESI), กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.), การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)
เอกสารอ้างอิงประจำบท#
สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ. (2545). พระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545. https://ops.moe.go.th/wp-content/uploads/2023/03/1.-พระราชบัญญัติการศึกษภาคบังคับ-พ.ศ.-๒๕๔๕.pdf
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2. (2545). พระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545. https://nb2.go.th/wp-content/uploads/2022/07/พรบ.-การศึกษาภาคบังคับ-พ.ศ.-2545.pdf
หอสมุดคุรุสภา. (2545). พระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545. https://elibrary.ksp.or.th/index.php?lvl=notice_display&id=23980
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. (2545). ระบบฐานข้อมูลพระราชบัญญัติ (การศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545). https://edoc.parliament.go.th/getfile.aspx?id=146144&file=brsACTS000001435.html&download=1
สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ. (2554). พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 (แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 พ.ศ. 2554). https://ops.moe.go.th/wp-content/uploads/2017/09/09-พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน-ฉบับที่-2-พ.ศ.-2554-1.pdf
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช./OPEC). (2550). พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 (ไทย/อังกฤษ). https://opec.go.th/group/detail/71
วิทยาลัยเทคโนโลยีวิบูลย์บริหารธุรกิจ. (2550). พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน (ต้นฉบับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา). https://www.act.ac.th/FSG/doc/info_doc/report05.pdf
กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). พระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา พ.ศ. 2551. https://www.moe.go.th/พระราชบัญญัติการอาชีวศ/
กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). พระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา พ.ศ. 2551 (ฉบับสแกนต้นฉบับ). https://www.moe.go.th/backend/wp-content/uploads/2020/10/1.-พรบ.-กรยีวศึกษย-2551.pdf
วิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่. (2551). พระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา พ.ศ. 2551. https://www.cmvc.ac.th/main/download/veclaw2551/
สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม. (2562). พระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. 2562. https://www.mhesi.go.th/index.php/all-legal/74-act/2150-2562.html
สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (NXPO). (2562). พระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. 2562. https://www.nxpc.or.th/content/law/1072
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. (2562). พระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. 2562 (ฐานข้อมูลกฎหมาย). https://db.legal.tu.ac.th/090900-04/
สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม. (2562). พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2562. https://www.mhesi.go.th/index.php/all-legal/74-act/2151-2562-2.html
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี. (2562). พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2562 (ฉบับสแกน). https://www.kmutt.ac.th/wp-content/uploads/pdf/2566-ita-oit-law/01/05-พรบ.-ระเบียบบริหารราชการกระทรวงการอุดมศึกษา-วิทยาศาสตร์-วิจัยและนวัตกรรม-พ.ศ.-2562.pdf
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก. (2562). 10 ประเด็นตามพระราชบัญญัติการอุดมศึกษาฉบับใหม่ที่สภามหาวิทยาลัยควรรู้. https://mysite.rmutto.ac.th/busit/wp-content/uploads/2022/06/7_-10-ประเด็นตามพระราชบัญญัติการอุดมศึกษย.pdf
สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ. (2566). พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 (ฉบับราชกิจจานุเบกษา). https://ops.moe.go.th/wp-content/uploads/2023/04/พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้-พ.ศ.-2566.pdf
หอสมุดรัฐสภา. (2566). พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566. https://dl.parliament.go.th/handle/20.500.13072/610090
กระทรวงศึกษาธิการ. (2566). ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ยกระดับ กศน. เป็นกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.). https://www.moe.go.th/360-nfe-elevate/
สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ. (2566). พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 (ฉบับราชกิจจานุเบกษา). https://ops.moe.go.th/wp-content/uploads/2023/04/พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้-พ.ศ.-2566.pdf
วิกิพีเดียภาษาไทย. (ม.ป.ป.). กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) — ความเป็นมา. https://th.wikipedia.org/wiki/กรมส่งเสริมการเรียนรู้
**หมายเหตุฉบับออนไลน์:** เนื้อหาข้างต้นคงไว้ตามต้นฉบับทุกประการ โดย "คำถามท้ายบท" ในต้นฉบับใช้เป็น **คำถามทบทวน** ประจำบท ส่วนด้านล่างนี้เป็น **ส่วนเสริมที่จัดทำขึ้นใหม่สำหรับฉบับออนไลน์** เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ ไม่ใช่เนื้อหาต้นฉบับ
ตาราง/แผนภาพประกอบ (ส่วนเสริมฉบับออนไลน์)#
แผนภาพต้นไม้กฎหมายลูก#
flowchart TB Const["รัฐธรรมนูญ ม.54"] --> NEA["พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542"] NEA --> C1["การศึกษาภาคบังคับ 2545"] NEA --> C2["โรงเรียนเอกชน 2550"] NEA --> C3["การอาชีวศึกษา 2551"] NEA --> C4["การอุดมศึกษา 2562"] NEA --> C5["ส่งเสริมการเรียนรู้ 2566"]
- ตารางเทียบกฎหมายลูกห้าฉบับ — คอลัมน์: กลุ่มเป้าหมาย / หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบ / กลไกเด่น / จุดเชื่อมกับกฎหมายแม่บท
แบบฝึกหัดท้ายบท (ส่วนเสริมฉบับออนไลน์)#
- อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างพระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545 กับมาตรา 17 ของกฎหมายแม่บท และวิเคราะห์ประสิทธิผลของบทลงโทษผู้ปกครอง
- เปรียบเทียบตรรกะการกำกับดูแลโรงเรียนเอกชนตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน 2550 กับการกำกับสถานศึกษาของรัฐ ว่าต่างกันในหลักการใด
- วิเคราะห์ว่าการตรา พ.ร.บ.การอุดมศึกษา 2562 พร้อมการจัดตั้งกระทรวง อว. เปลี่ยนสมดุลอำนาจในระบบอุดมศึกษาไทยอย่างไร
- ประเมินการยกระดับ กศน. เป็นกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ 2566 ว่าตอบโจทย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตเพียงใด
- เลือกสถานการณ์สมมุติทางการศึกษา 1 สถานการณ์ แล้วระบุว่าต้องใช้กฎหมายลูกฉบับใดบ้างประกอบกัน พร้อมแสดงลำดับการปรับใช้