บทที่ 3 กรอบสิทธิมนุษยชนและสิทธิในการศึกษา#
เกริ่นนำ#
การศึกษาในฐานะสิทธิมนุษยชนสากลเป็นหนึ่งในพัฒนาการทางกฎหมายระหว่างประเทศที่สำคัญที่สุดในศตวรรษที่ 20 นับตั้งแต่การประกาศปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนใน ค.ศ. 1948 เป็นต้นมา สิทธิในการศึกษาได้รับการยืนยันซ้ำและขยายความอย่างต่อเนื่องผ่านสนธิสัญญาระหว่างประเทศหลายฉบับ พร้อมกับการพัฒนากรอบวิเคราะห์เชิงมาตรฐานที่ช่วยให้รัฐภาคีสามารถประเมินได้ว่าตนปฏิบัติตามพันธกรณีด้านการศึกษาเพียงใด บทที่ 3 นี้จะนำเสนอกรอบสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ไปจนถึงกรอบ 4A ของ Katarina Tomasevski ซึ่งเป็นเครื่องมือวิเคราะห์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการสิทธิด้านการศึกษา ก่อนจะพิจารณาสถานะความเป็นภาคีของประเทศไทยและกระบวนการที่กรอบสิทธิมนุษยชนเหล่านี้ถูกรับเข้าสู่รัฐธรรมนูญและกฎหมายภายในของไทย ความเข้าใจในบทนี้จะเป็นฐานสำคัญสำหรับการวิเคราะห์กฎหมายการศึกษาไทยในภาคต่อ ๆ ไปของตำรานี้ โดยเฉพาะประเด็นการคุ้มครองกลุ่มผู้เรียนที่มีความเปราะบาง
วัตถุประสงค์การเรียนรู้#
เมื่อศึกษาบทนี้จบแล้ว ผู้เรียนควรสามารถ
อธิบายเนื้อหาสาระของสิทธิในการศึกษาตามข้อ 26 ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
วิเคราะห์พันธกรณีของรัฐภาคีตามข้อ 13-14 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และความเห็นทั่วไปที่ 13
อธิบายสิทธิด้านการศึกษาของเด็กตามข้อ 28 ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก
ประยุกต์ใช้กรอบ 4A ของ Tomasevski ในการวิเคราะห์และประเมินกฎหมายหรือนโยบายการศึกษา
อธิบายสถานะความเป็นภาคีของประเทศไทยต่อสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา
วิเคราะห์กระบวนการที่กรอบสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศถูกรับเข้าสู่รัฐธรรมนูญและกฎหมายภายในของไทย
3.1 ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 26: จุดเริ่มต้นของสิทธิในการศึกษาระดับสากล#
ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights - UDHR) ซึ่งสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติรับรองเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ. 1948 เป็นเอกสารประวัติศาสตร์ฉบับแรกที่ประกาศสิทธิในการศึกษาให้เป็นสิทธิมนุษยชนสากล ( un.org ) ข้อ 26 ของปฏิญญาฉบับนี้บัญญัติหลักการสำคัญไว้สามประการ ประการแรก บุคคลทุกคนมีสิทธิในการศึกษา การศึกษาต้องให้เปล่าอย่างน้อยในขั้นประถมศึกษาและขั้นพื้นฐาน และการศึกษาระดับประถมศึกษาต้องเป็นการศึกษาแบบบังคับ ประการที่สอง การศึกษาต้องมุ่งพัฒนาบุคลิกภาพของมนุษย์อย่างเต็มที่ และเสริมสร้างความเคารพต่อสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน รวมทั้งส่งเสริมความเข้าใจ ขันติธรรม และไมตรีจิตระหว่างประชาชาติ กลุ่มชนทางเชื้อชาติ หรือกลุ่มศาสนา ประการที่สาม บุพการีมีสิทธิก่อนที่จะเลือกประเภทการศึกษาที่จะให้แก่บุตรของตน ( un.org PDF )
ข้อ 26 นี้มีความสำคัญในทางประวัติศาสตร์กฎหมายระหว่างประเทศ เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่ประชาคมโลกยอมรับร่วมกันว่าการศึกษามิใช่เพียงประเด็นภายในของแต่ละรัฐ แต่เป็นสิทธิที่มนุษย์ทุกคนพึงมีในฐานะสมาชิกของครอบครัวมนุษยชาติ อย่างไรก็ดี ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนมีสถานะเป็นเพียง “คำประกาศ” (declaration) ของสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ซึ่งในทางทฤษฎีไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายในลักษณะเดียวกับสนธิสัญญา (treaty) แต่หลักการในปฏิญญาฉบับนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจนถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ (customary international law) ในหลายประเด็น และเป็นฐานที่นำไปสู่การพัฒนาสนธิสัญญาที่มีผลผูกพันทางกฎหมายอย่างชัดแจ้งในลำดับต่อมา อันได้แก่กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ที่จะกล่าวถึงในหัวข้อต่อไป
3.2 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ข้อ 13-14 และความเห็นทั่วไปที่ 13#
กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights - ICESCR) ซึ่งรับรองใน ค.ศ. 1966 เป็นสนธิสัญญาที่แปลงหลักการในข้อ 26 ของปฏิญญาสากลให้กลายเป็นพันธกรณีทางกฎหมายที่มีผลผูกพันต่อรัฐภาคีอย่างชัดแจ้ง ( ohchr.org ) ข้อ 13 ของกติกาฉบับนี้เป็นบทบัญญัติที่ละเอียดที่สุดในกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศเกี่ยวกับสิทธิในการศึกษา โดยกำหนดว่ารัฐภาคียอมรับสิทธิของทุกคนในการศึกษา และเห็นพ้องกันว่าการศึกษาจะต้องมุ่งไปสู่การพัฒนาบุคลิกภาพของมนุษย์และความรู้สึกในคุณค่าของมนุษย์อย่างสมบูรณ์ และต้องเสริมสร้างความเคารพต่อสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน นอกจากนี้ ข้อ 13 ยังกำหนดโครงสร้างของระดับการศึกษาที่รัฐภาคีต้องจัดให้ ได้แก่ การศึกษาประถมศึกษาที่เป็นการศึกษาแบบบังคับและให้เปล่าแก่ทุกคน การศึกษามัธยมศึกษาในรูปแบบต่าง ๆ ที่ต้องทำให้มีขึ้นทั่วไปและเข้าถึงได้แก่ทุกคน โดยทุกวิถีทางที่เหมาะสม โดยเฉพาะการนำมาซึ่งการศึกษาให้เปล่าแบบก้าวหน้า และการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่ต้องทำให้เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมกันแก่ทุกคนบนพื้นฐานของความสามารถ โดยทุกวิถีทางที่เหมาะสม โดยเฉพาะการนำมาซึ่งการศึกษาให้เปล่าแบบก้าวหน้า ข้อ 14 กำหนดพันธกรณีเพิ่มเติมสำหรับรัฐภาคีที่ยังไม่สามารถจัดการศึกษาประถมศึกษาแบบบังคับและให้เปล่าได้ในดินแดนของตน ให้จัดทำแผนปฏิบัติการโดยละเอียดเพื่อดำเนินการให้เป็นจริงแบบก้าวหน้าภายในระยะเวลาที่เหมาะสมซึ่งกำหนดไว้ในแผนดังกล่าว
หลักการ “การบังคับให้เป็นจริงแบบก้าวหน้า” (progressive realization) นี้เป็นแนวคิดสำคัญของกติกาฉบับนี้โดยรวม ซึ่งแตกต่างจากกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองที่กำหนดพันธกรณีทันที (immediate obligation) หลักการนี้ยอมรับว่าการบังคับให้สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมเป็นจริงอย่างสมบูรณ์อาจต้องใช้เวลาและทรัพยากร แต่กำหนดให้รัฐภาคีต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างเต็มศักยภาพเพื่อไปสู่เป้าหมายดังกล่าว โดยห้ามการถอยหลัง (retrogression) โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
คณะกรรมการว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (Committee on Economic, Social and Cultural Rights - CESCR) ได้ออกความเห็นทั่วไปที่ 13 ว่าด้วยสิทธิในการศึกษา (General Comment No. 13: The Right to Education) ใน ค.ศ. 1999 เพื่อให้การตีความข้อ 13 มีความชัดเจนและเป็นแนวทางแก่รัฐภาคีในการปฏิบัติตามพันธกรณี ( ohchr.org ; right-to-education.org ) ความเห็นทั่วไปฉบับนี้ได้กำหนดคุณลักษณะสำคัญสี่ประการที่การศึกษาที่ดีต้องมี อันเป็นที่มาของกรอบ 4A ที่จะกล่าวถึงในหัวข้อ 3.4 นอกจากนี้ ความเห็นทั่วไปที่ 13 ยังได้อธิบายถึงความเชื่อมโยงระหว่างข้อ 13 ของ ICESCR กับอนุสัญญาว่าด้วยการเลือกปฏิบัติในด้านการศึกษาของ UNESCO ค.ศ. 1960 ซึ่งมีเนื้อหาเสริมกันในเรื่องการห้ามเลือกปฏิบัติทางการศึกษา ( unesdoc.unesco.org )
3.3 อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ข้อ 28: สิทธิในการศึกษาของเด็ก#
อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child - CRC) ซึ่งรับรองใน ค.ศ. 1989 เป็นสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนที่มีรัฐภาคีมากที่สุดในโลก และเป็นสนธิสัญญาที่กำหนดสิทธิด้านการศึกษาของเด็กไว้อย่างเฉพาะเจาะจง ( ohchr.org ) ข้อ 28 ของอนุสัญญาฉบับนี้ยืนยันสิทธิของเด็กทุกคนในการได้รับการศึกษา และกำหนดพันธกรณีของรัฐภาคีให้จัดการศึกษาประถมศึกษาแบบบังคับและให้เปล่าแก่ทุกคน ส่งเสริมการพัฒนารูปแบบต่าง ๆ ของการศึกษาระดับมัธยมศึกษาให้มีขึ้นและเข้าถึงได้แก่เด็กทุกคน ทำให้การศึกษาระดับอุดมศึกษาเข้าถึงได้แก่ทุกคนบนพื้นฐานของความสามารถ ทำให้ข้อมูลและการแนะแนวทางการศึกษาและอาชีพเข้าถึงได้และมีอยู่แก่เด็กทุกคน และดำเนินมาตรการเพื่อส่งเสริมการเข้าเรียนอย่างสม่ำเสมอในโรงเรียนและลดอัตราการเลิกเรียนกลางคัน ( cypcs.org.uk )
ข้อ 28 ของ CRC มีความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับประเทศไทยในสองประการ ประการแรก อนุสัญญาฉบับนี้ใช้หลักการไม่เลือกปฏิบัติ (non-discrimination) ตามข้อ 2 ครอบคลุมเด็กทุกคนที่อยู่ในเขตอำนาจของรัฐภาคี “โดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง ชาติกำเนิด ชาติพันธุ์ หรือสังคม ทรัพย์สิน ความทุพพลภาพ การเกิด หรือสถานะอื่นใด” ของเด็กหรือบุพการี ซึ่งหมายความว่าพันธกรณีด้านการศึกษาตามอนุสัญญานี้ครอบคลุมถึงเด็กไร้รัฐไร้สัญชาติและเด็กย้ายถิ่นที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยด้วย โดยไม่ขึ้นอยู่กับสถานะทางกฎหมายของบุคคลดังกล่าว ประการที่สอง อนุสัญญาฉบับนี้เชื่อมโยงสิทธิด้านการศึกษาเข้ากับหลักการประโยชน์สูงสุดของเด็ก (best interests of the child) ตามข้อ 3 ซึ่งเป็นหลักการตีความที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อการออกแบบนโยบายและกฎหมายด้านการศึกษาสำหรับเด็กกลุ่มเปราะบางในประเทศไทย ประเด็นนี้จะได้กล่าวถึงในรายละเอียดเพิ่มเติมในภาคที่ 4 ของตำรานี้ว่าด้วยกฎหมายการศึกษาสำหรับกลุ่มผู้เรียนเปราะบาง
3.4 กรอบ 4A ของ Katarina Tomasevski: เครื่องมือวิเคราะห์สิทธิในการศึกษา#
Katarina Tomasevski ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิในการศึกษาคนแรก (UN Special Rapporteur on the Right to Education) ได้พัฒนากรอบวิเคราะห์ที่รู้จักกันในชื่อ “กรอบ 4A” (4A Framework) เพื่อสังเคราะห์พันธกรณีของรัฐตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศให้เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ที่ใช้งานได้จริง กรอบนี้ปรากฏอย่างเป็นระบบในเอกสาร Primer เรื่อง “Making Education Available, Accessible, Acceptable and Adaptable” ที่เผยแพร่ใน ค.ศ. 2001 ( right-to-education.org PDF ) และได้รับการอธิบายอย่างละเอียดในหนังสือ Education Denied: Costs and Remedies ของเธอที่ตีพิมพ์ใน ค.ศ. 2003 ( scribd.com )
กรอบ 4A ประกอบด้วยมิติสี่ประการที่รัฐภาคีต้องประกันให้เกิดขึ้นเพื่อให้สิทธิในการศึกษาเป็นจริงอย่างสมบูรณ์ มิติแรกคือ ความมีอยู่ (Availability) หมายถึงการที่รัฐต้องจัดให้มีสถานศึกษาและโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษาอย่างเพียงพอ รวมถึงการจัดสรรงบประมาณ ครู และสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็น มิติที่สองคือ การเข้าถึงได้ (Accessibility) หมายถึงระบบการศึกษาต้องเข้าถึงได้แก่ทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติ ทั้งในเชิงกายภาพ (การเดินทางถึงสถานศึกษา) เชิงเศรษฐกิจ (ค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นอุปสรรค) และเชิงกฎหมาย (ไม่ถูกกีดกันด้วยสถานะทางกฎหมาย เช่น การไม่มีสัญชาติ) มิติที่สามคือ ความยอมรับได้ (Acceptability) หมายถึงคุณภาพ รูปแบบ และเนื้อหาของการศึกษาต้องเป็นที่ยอมรับได้ ทั้งในด้านความปลอดภัย ความเกี่ยวข้องทางวัฒนธรรม และคุณภาพทางวิชาการ และมิติที่สี่คือ ความปรับเหมาะได้ (Adaptability) หมายถึงการศึกษาต้องมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะปรับให้เหมาะสมกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของสังคมและผู้เรียนที่มีความหลากหลาย รวมถึงผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ
กรอบ 4A นี้ได้รับการนำไปพัฒนาต่อโดย UNESCO และ UNICEF ในรายงาน A Human Rights-Based Approach to Education for All: A Framework ที่เผยแพร่ใน ค.ศ. 2007 ซึ่งได้ผนวกกรอบ 4A เข้ากับตัวชี้วัดเชิงปฏิบัติการสำหรับการวางแผนและติดตามประเมินผลนโยบายการศึกษาระดับประเทศ ( unesdoc.unesco.org ) และยังมีการพัฒนาตัวชี้วัดสิทธิในการศึกษาโดยอ้างอิงกรอบ 4A โดยตรงจาก Right to Education Initiative เพื่อให้นักวิจัยและผู้กำหนดนโยบายสามารถประเมินสถานะการปฏิบัติตามพันธกรณีด้านสิทธิในการศึกษาของแต่ละประเทศได้อย่างเป็นระบบ ( right-to-education.org ) กรอบ 4A จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ผู้เรียนกฎหมายการศึกษาพึงนำไปใช้วิเคราะห์กฎหมายและนโยบายการศึกษาไทยตลอดทั้งตำรานี้ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาประเด็นการเข้าถึงการศึกษาของกลุ่มเปราะบางในภาคที่ 4
3.5 สถานะภาคีของประเทศไทยและการรับกรอบสิทธิมนุษยชนเข้าสู่รัฐธรรมนูญไทย#
ประเทศไทยเป็นภาคีของสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศหลักที่เกี่ยวข้องกับสิทธิในการศึกษาทั้งสองฉบับ ได้แก่กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ซึ่งสามารถตรวจสอบสถานะความเป็นภาคีอย่างเป็นทางการได้จากฐานข้อมูลของสหประชาชาติทั้งสองแหล่ง คือระบบ Treaty Body Database ของสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ( tbinternet.ohchr.org ) และระบบ UN Treaty Collection ที่บันทึกสถานะการให้สัตยาบันกติกา ICESCR ( treaties.un.org ) การเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาเหล่านี้ก่อให้เกิดพันธกรณีทางกฎหมายระหว่างประเทศแก่ประเทศไทยในการเคารพ คุ้มครอง และทำให้สิทธิในการศึกษาเป็นจริงตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ในสนธิสัญญา รวมถึงพันธกรณีในการรายงานความคืบหน้าต่อคณะกรรมการประจำสนธิสัญญาตามระยะเวลาที่กำหนด
ในทางกฎหมายภายในของไทย ประเทศไทยใช้ระบบทวินิยม (dualism) ในความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายระหว่างประเทศกับกฎหมายภายใน กล่าวคือ สนธิสัญญาที่ประเทศไทยเป็นภาคีจะไม่มีผลบังคับใช้โดยตรงในกฎหมายภายในโดยอัตโนมัติ แต่ต้องผ่านกระบวนการอนุวัติการ (implementation) ให้เป็นกฎหมายภายในเสียก่อน อย่างไรก็ดี หลักการและพันธกรณีตามสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนเหล่านี้ได้ถูกสะท้อนและรับเข้าสู่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 54 ที่บัญญัติให้รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปีตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ( eef.or.th PDF ) ซึ่งสอดคล้องกับหลักการศึกษาแบบบังคับและให้เปล่าตามข้อ 13-14 ของ ICESCR และข้อ 28 ของ CRC อย่างชัดเจน สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้จัดทำเอกสารวิเคราะห์เปรียบเทียบความเชื่อมโยงระหว่างสิทธิด้านการศึกษาตามรัฐธรรมนูญไทยกับหลักสิทธิมนุษยชนสากลไว้โดยละเอียด ( constitutionalcourt.or.th PDF )
นอกจากมาตรา 54 แล้ว รัฐธรรมนูญ 2560 ยังบัญญัติในหมวดการปฏิรูปประเทศ มาตรา 258 จ. ให้มีการดำเนินการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาในหลายประเด็น อันสะท้อนความมุ่งหมายของรัฐในการยกระดับคุณภาพการศึกษาให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ( wiki.kpi.ac.th ) และเมื่อพิจารณาบทบัญญัติในหมวดสิทธิด้านการศึกษาของรัฐธรรมนูญไทยโดยรวม สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษายืนยันว่าบทบัญญัติดังกล่าวได้ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศของไทย ( ecd.onec.go.th )
อย่างไรก็ดี ผู้เรียนควรตระหนักถึงข้อจำกัดสำคัญประการหนึ่ง คือ แม้รัฐธรรมนูญไทยจะบัญญัติสิทธิด้านการศึกษาไว้อย่างชัดแจ้ง แต่การบังคับสิทธิดังกล่าวให้เป็นจริงในทางปฏิบัติยังต้องอาศัยกฎหมายลำดับรองและกลไกทางการบริหารที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นประเด็นที่จะได้กล่าวถึงในภาคต่อ ๆ ไปของตำรานี้ โดยเฉพาะในกรณีของกลุ่มเปราะบางที่แม้มีสิทธิตามรัฐธรรมนูญและสนธิสัญญาระหว่างประเทศ แต่อาจเผชิญอุปสรรคเชิงปฏิบัติการในการเข้าถึงสิทธินั้นจริง เช่น กรณีเด็กไร้รัฐไร้สัญชาติที่จะได้กล่าวถึงในภาคที่ 4
| เชื่อมกฎหมาย–นโยบาย–การบริหาร กรอบสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศทำหน้าที่เป็นมาตรฐานอ้างอิงสามชั้นที่เชื่อมโยงกฎหมาย นโยบาย และการบริหารเข้าด้วยกัน ในชั้นกฎหมาย (Law) พันธกรณีตามสนธิสัญญาถูกแปลงเป็นบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติภายในประเทศ เช่น มาตรา 54 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ในชั้นนโยบาย (Policy) กรอบ 4A ของ Tomasevski ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ที่ผู้กำหนดนโยบายสามารถใช้ประเมินว่านโยบายการศึกษาที่ออกแบบไว้ครอบคลุมทั้งมิติความมีอยู่ การเข้าถึงได้ ความยอมรับได้ และความปรับเหมาะได้หรือไม่ และในชั้นการบริหาร (Administration) หน่วยงานปฏิบัติต้องออกแบบกลไกการติดตามและรายงานผลที่สอดคล้องกับพันธกรณีการรายงานต่อคณะกรรมการสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ผู้บริหารการศึกษาที่เข้าใจกรอบสิทธิมนุษยชนอย่างลึกซึ้งจะสามารถออกแบบกลไกการบริหารที่ตอบสนองพันธกรณีทั้งในระดับกฎหมายภายในและระดับระหว่างประเทศไปพร้อมกันได้ |
|---|
| กรณีศึกษาไทย: มาตรา 54 รัฐธรรมนูญ 2560 กับกรอบ 4A การวิเคราะห์มาตรา 54 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ผ่านกรอบ 4A ของ Tomasevski ช่วยให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่าบทบัญญัติรัฐธรรมนูญไทยครอบคลุมมิติใดของสิทธิในการศึกษาบ้าง ในมิติความมีอยู่ (Availability) มาตรา 54 กำหนดหน้าที่ของรัฐในการจัดให้มีการศึกษาสิบสองปีอย่างมีคุณภาพ ซึ่งบ่งชี้พันธกรณีในการจัดสรรทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐาน ในมิติการเข้าถึงได้ (Accessibility) การกำหนดว่าการศึกษาต้องไม่เก็บค่าใช้จ่ายเป็นการขจัดอุปสรรคเชิงเศรษฐกิจโดยตรง แต่ประเด็นที่ยังต้องพิจารณาต่อไปคือการเข้าถึงได้ในเชิงกฎหมายสำหรับกลุ่มที่ไม่มีสถานะทางกฎหมายชัดเจน ในมิติความยอมรับได้ (Acceptability) คำว่า “อย่างมีคุณภาพ” ในบทบัญญัติสะท้อนความมุ่งหมายในมิตินี้ แต่การบังคับให้เป็นจริงต้องอาศัยกลไกประกันคุณภาพการศึกษาที่จะกล่าวถึงในภาคที่ 3 ของตำรานี้ และในมิติความปรับเหมาะได้ (Adaptability) บทบัญญัติในหมวดปฏิรูปประเทศตามมาตรา 258 จ. ที่มุ่งปฏิรูปการศึกษาให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมสะท้อนความพยายามตอบสนองมิตินี้ในระดับหนึ่ง ( wiki.kpi.ac.th ) กรณีศึกษานี้แสดงให้เห็นว่ากรอบ 4A มิใช่เพียงทฤษฎีเชิงวิชาการ แต่เป็นเครื่องมือปฏิบัติที่ใช้วินิจฉัยความครบถ้วนของบทบัญญัติกฎหมายภายในประเทศได้อย่างเป็นระบบ |
|---|
บทสรุป#
บทที่ 3 ได้แสดงพัฒนาการของสิทธิในการศึกษาในกฎหมายระหว่างประเทศ ตั้งแต่การประกาศหลักการเบื้องต้นในข้อ 26 ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน สู่การแปลงเป็นพันธกรณีทางกฎหมายที่ผูกพันรัฐภาคีอย่างชัดแจ้งในข้อ 13-14 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม พร้อมการตีความขยายความผ่านความเห็นทั่วไปที่ 13 และการยืนยันสิทธิของเด็กโดยเฉพาะในข้อ 28 ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก กรอบ 4A ของ Tomasevski ได้สังเคราะห์พันธกรณีเหล่านี้ให้เป็นเครื่องมือวิเคราะห์เชิงปฏิบัติที่ประกอบด้วยความมีอยู่ การเข้าถึงได้ ความยอมรับได้ และความปรับเหมาะได้ ประเทศไทยในฐานะภาคีของสนธิสัญญาหลักทั้งสองฉบับได้รับเอาหลักการเหล่านี้เข้าสู่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยผ่านมาตรา 54 และบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง แม้กระบวนการบังคับให้สิทธิเป็นจริงในทางปฏิบัติยังคงเป็นประเด็นท้าทายที่ต้องอาศัยกฎหมายลำดับรองและกลไกการบริหารที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะได้กล่าวถึงในรายละเอียดต่อไปในภาคที่ 2 ถึงภาคที่ 4 ของตำรานี้
คำถามท้ายบท#
จงเปรียบเทียบสถานะทางกฎหมายระหว่างประเทศของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม
หลักการ “การบังคับให้เป็นจริงแบบก้าวหน้า” ตามข้อ 13-14 ของ ICESCR มีความหมายและข้อจำกัดอย่างไร
เพราะเหตุใดหลักการไม่เลือกปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กจึงมีความสำคัญต่อเด็กไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทย
จงอธิบายมิติทั้งสี่ของกรอบ 4A ของ Tomasevski และประยุกต์ใช้วิเคราะห์มาตรา 54 ของรัฐธรรมนูญไทย
ระบบทวินิยมทางกฎหมายของไทยมีผลอย่างไรต่อการบังคับใช้พันธกรณีตามสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
คำสำคัญ#
ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR), กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR), ความเห็นทั่วไปที่ 13 (General Comment 13), อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC), การบังคับให้เป็นจริงแบบก้าวหน้า (Progressive Realization), กรอบ 4A (4A Framework), ความมีอยู่ (Availability), การเข้าถึงได้ (Accessibility), ความยอมรับได้ (Acceptability), ความปรับเหมาะได้ (Adaptability), ระบบทวินิยม (Dualism)
เอกสารอ้างอิงประจำบท#
United Nations. (1948). Universal Declaration of Human Rights (Booklet). สืบค้นจาก https://www.un.org/en/udhrbook/pdf/udhr_booklet_en_web.pdf
United Nations. (ม.ป.ป.). Universal Declaration of Human Rights. สืบค้นจาก https://www.un.org/en/about-us/universal-declaration-of-human-rights
Office of the High Commissioner for Human Rights (OHCHR). (1966). International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights. สืบค้นจาก https://www.ohchr.org/en/instruments-mechanisms/instruments/international-covenant-economic-social-and-cultural-rights
Committee on Economic, Social and Cultural Rights (CESCR). (1999). General Comment No. 13: The Right to Education (Article 13). สืบค้นจาก https://www.ohchr.org/en/resources/educators/human-rights-education-training/d-general-comment-no-13-right-education-article-13-1999
Right to Education Initiative. (1999). CESCR General Comment 13: The Right to Education (Article 13). สืบค้นจาก https://www.right-to-education.org/resource/cescr-general-comment-13-right-education-article-13
UNESCO. (ม.ป.ป.). UNESCO Convention against Discrimination in Education (1960) and Articles 13-14 ICESCR: A Comparative Analysis. สืบค้นจาก https://unesdoc.unesco.org/ark:/48223/pf0000145922
Office of the High Commissioner for Human Rights (OHCHR). (ม.ป.ป.). Ratification Status for Thailand. สืบค้นจาก https://tbinternet.ohchr.org/_layouts/TreatyBodyExternal/Treaty.aspx?CountryID=172&Lang=EN
United Nations Treaty Collection. (ม.ป.ป.). 1966 International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights — Ratification Status. สืบค้นจาก https://treaties.un.org/Pages/ViewDetails.aspx?chapter=4&mtdsg_no=IV-3&src=TREATY
Office of the High Commissioner for Human Rights (OHCHR). (1989). Convention on the Rights of the Child. สืบค้นจาก https://www.ohchr.org/en/instruments-mechanisms/instruments/convention-rights-child
Children and Young People’s Commissioner Scotland. (ม.ป.ป.). Article 28 — I Have the Right to an Education. สืบค้นจาก https://www.cypcs.org.uk/rights/uncrc/articles/article-28/
Tomasevski, K. (2001). Making Education Available, Accessible, Acceptable and Adaptable (Primer No. 3). Right to Education Project. สืบค้นจาก https://www.right-to-education.org/sites/right-to-education.org/files/resource-attachments/Tomasevski_Primer%203.pdf
Tomasevski, K. (2003). Education Denied: Costs and Remedies. Zed Books. สืบค้นจาก https://www.scribd.com/document/488019484/Tomasevski-K-2003-Education-denied-Costs-and-remedies-Zed-books
UNESCO, & UNICEF. (2007). A Human Rights-Based Approach to Education for All: A Framework. สืบค้นจาก https://unesdoc.unesco.org/ark:/48223/pf0000154861
Right to Education Initiative. (ม.ป.ป.). Right to Education Indicators Based on the 4 As — Concept Paper. สืบค้นจาก https://www.right-to-education.org/resource/right-education-indicators-based-4-concept-paper
กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ./EEF). (2565). รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 54. สืบค้นจาก https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/Constitution-Article-54-eef.pdf
สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ. (ม.ป.ป.). สิทธิมนุษยชน สิทธิในด้านการศึกษา ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย. สืบค้นจาก https://www.constitutionalcourt.or.th/occ_web/ewt_dl_link.php?nid=9600
สถาบันพระปกเกล้า (KPI Wiki). (ม.ป.ป.). การปฏิรูปประเทศตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 (ด้านการศึกษา มาตรา 258 จ.). สืบค้นจาก https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=การปฏิรูปประเทศตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย_พ.ศ._2560
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ./ONEC). (ม.ป.ป.). รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 (หมวดสิทธิด้านการศึกษา). สืบค้นจาก https://ecd.onec.go.th/law-policy/law/1013/
**หมายเหตุฉบับออนไลน์:** เนื้อหาข้างต้นคงไว้ตามต้นฉบับทุกประการ โดย "คำถามท้ายบท" ในต้นฉบับใช้เป็น **คำถามทบทวน** ประจำบท ส่วนด้านล่างนี้เป็น **ส่วนเสริมที่จัดทำขึ้นใหม่สำหรับฉบับออนไลน์** เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ ไม่ใช่เนื้อหาต้นฉบับ
ตาราง/แผนภาพประกอบ (ส่วนเสริมฉบับออนไลน์)#
- ตารางเทียบตราสารสิทธิมนุษยชนสามฉบับ — แถว: UDHR ข้อ 26 / ICESCR ข้อ 13–14 / CRC ข้อ 28 คอลัมน์: สาระสำคัญ สถานะผูกพันทางกฎหมาย และกลไกติดตาม
แผนภาพกรอบ 4A ของ Tomasevski#
flowchart TB
subgraph FourA["กรอบ 4A — Right to Education"]
direction LR
A1["Availability<br/>ความมีอยู่"]
A2["Accessibility<br/>การเข้าถึงได้"]
A3["Acceptability<br/>ความยอมรับได้"]
A4["Adaptability<br/>การปรับตัวได้"]
end
Q1["มีโรงเรียน/ครู/งบเพียงพอหรือไม่"] --> A1
Q2["เข้าถึงได้โดยไม่กีดกันและมีค่าใช้จ่ายหรือไม่"] --> A2
Q3["คุณภาพและวัฒนธรรมยอมรับได้หรือไม่"] --> A3
Q4["ปรับเข้ากับผู้เรียนและบริบทได้หรือไม่"] --> A4
แบบฝึกหัดท้ายบท (ส่วนเสริมฉบับออนไลน์)#
- ใช้กรอบ 4A ประเมินการจัดการศึกษาของโรงเรียนหรือพื้นที่ที่ท่านรู้จัก 1 แห่ง โดยระบุจุดแข็งและช่องว่างในแต่ละมิติ
- อธิบายความแตกต่างระหว่างสถานะทางกฎหมายของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนกับกติกา ICESCR และผลต่อพันธกรณีของประเทศไทย
- วิเคราะห์ว่าหลัก Progressive Realization เปิดช่องหรือจำกัดข้ออ้างของรัฐเรื่อง “งบประมาณไม่เพียงพอ” ในการจัดการศึกษาอย่างไร
- เปรียบเทียบถ้อยคำรับรองสิทธิการศึกษาใน CRC ข้อ 28 กับมาตรา 54 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ว่าสอดคล้องหรือแตกต่างกันในประเด็นใด
- เสนอแนวทางที่ประเทศไทยจะยกระดับการนำพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิการศึกษามาสู่การปฏิบัติจริงในระดับสถานศึกษา 3 แนวทาง