บทที่ 2 ฐานคิดทางนิติปรัชญาและทฤษฎีบทบาทรัฐต่อการศึกษา#

เกริ่นนำ#

หากบทที่ 1 ได้วางฐานความเข้าใจเรื่องธรรมชาติและขอบเขตของกฎหมายการศึกษาในเชิงโครงสร้าง บทที่ 2 นี้จะพาผู้เรียนถอยกลับไปสู่ระดับที่ลึกกว่า คือระดับฐานคิดทางนิติปรัชญา (legal philosophy) ที่อยู่เบื้องหลังการมีอยู่ของกฎหมายการศึกษา และทฤษฎีที่อธิบายว่าเหตุใดรัฐจึงต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาของประชาชน คำถามเชิงปรัชญาที่บทนี้พยายามตอบ ได้แก่ การศึกษาเป็น “สิทธิธรรมชาติ” ที่มนุษย์มีอยู่ก่อนรัฐจะก่อตั้งขึ้น หรือเป็นเพียง “สิทธิที่กฎหมายบ้านเมืองสร้างขึ้น” กันแน่ รัฐมีบทบาทต่อการศึกษาในฐานะผู้ควบคุม ผู้อุปถัมภ์ หรือผู้กำกับมาตรฐานเท่านั้น และควรมองการศึกษาผ่านกรอบคิด “ทุนมนุษย์” ที่เน้นผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ หรือผ่านกรอบคิด “สิทธิมนุษยชน” ที่เน้นคุณค่าในตัวเอง คำถามเชิงปรัชญาเหล่านี้พยายามตอบให้ได้ไม่ใช่เพียงข้อคิดทางทฤษฎีที่บทนี้พยายามตอบ แต่เป็นฐานคิดที่มีอยู่จริงในโครงสร้างและเจตนารมณ์ของกฎหมายการศึกษาไทยเชิงลึก

วัตถุประสงค์การเรียนรู้#

เมื่อศึกษาบทนี้จบแล้ว ผู้เรียนควรสามารถ

  • อธิบายความแตกต่างระหว่างสำนักกฎหมายธรรมชาติ (Natural Law) และสำนักกฎหมายบ้านเมือง (Legal Positivism) ในการอธิบายสิทธิด้านการศึกษา

  • อธิบายหลักนิติธรรม (Rule of Law) และความสัมพันธ์กับการควบคุมอำนาจรัฐในการจัดการศึกษา

  • วิเคราะห์แนวคิดรัฐสวัสดิการ (Welfare State) และผลต่อการออกแบบกฎหมายการศึกษา

  • จำแนกบทบาทของรัฐต่อการศึกษาออกเป็นบทบาทผู้ควบคุม ผู้อุปถัมภ์ และผู้กำกับมาตรฐาน พร้อมยกตัวอย่างกฎหมายไทยที่สะท้อนแต่ละบทบาท

  • เปรียบเทียบกรอบคิดทุนมนุษย์ (Human Capital) กับกรอบคิดสิทธิมนุษยชน (Rights-based Approach) ในการให้เหตุผลรองรับกฎหมายการศึกษาไทยเชิงลึก

  • ประยุกต์ใช้ฐานคิดทางนิติปรัชญาในการวิเคราะห์ปัญหากฎหมายการศึกษาไทยเชิงลึก

2.1 กฎหมายธรรมชาติและกฎหมายบ้านเมือง: รากฐานสองสายของสิทธิด้านการศึกษา#

การอธิบายที่มาของสิทธิด้านการศึกษาสามารถแบ่งออกเป็นสองสายความคิดหลักตามสำนักนิติปรัชญาดั้งเดิม สายแรกคือสำนักกฎหมายธรรมชาติ (Natural Law) ซึ่งเชื่อว่ามนุษย์มีสิทธิบางประการมาแต่กำเนิดโดยไม่ขึ้นอยู่กับการรับรองของรัฐ สิทธิเหล่านี้มีที่มาจากธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ (human nature) หรือจากเหตุผล (reason) อันเป็นสากล การศึกษาตามแนวคิดนี้จึงถูกมองว่าเป็นสิ่งจำเป็นต่อการพัฒนาศักยภาพแห่งความเป็นมนุษย์ (human flourishing) และเป็นสิทธิที่มนุษย์พึงมีโดยไม่ต้องรอให้รัฐบัญญัติกฎหมายรับรอง กฎหมายที่รัฐตราขึ้นในมุมมองนี้เป็นเพียงการ “ยืนยัน” (affirm) สิทธิที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ มิใช่การ “สร้าง” สิทธิขึ้นใหม่

สายที่สองคือสำนักกฎหมายบ้านเมืองหรือปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย (Legal Positivism) ซึ่งเชื่อว่าสิทธิและหน้าที่ทางกฎหมายมีที่มาจากอำนาจอธิปไตยของรัฐที่บัญญัติกฎหมายขึ้นเท่านั้น สิทธิด้านการศึกษาในมุมมองนี้จึงมิได้มีอยู่โดยธรรมชาติ แต่เกิดขึ้นต่อเมื่อรัฐบัญญัติกฎหมายรับรองไว้อย่างชัดแจ้ง เช่น การบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือพระราชบัญญัติ หากไม่มีบทบัญญัติของกฎหมาย ก็ไม่มี “สิทธิ” ในความหมายทางกฎหมายที่บังคับได้ ความแตกต่างระหว่างสองสายความคิดนี้มิใช่เพียงข้อถกเถียงเชิงทฤษฎี แต่ส่งผลต่อการตีความและการบังคับใช้กฎหมายการศึกษาในทางปฏิบัติ ตัวอย่างเช่น หากศาลยึดแนวคิดกฎหมายธรรมชาติ ศาลอาจตีความสิทธิด้านการศึกษาอย่างกว้างเพื่อคุ้มครองกลุ่มที่กฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้ชัดเจน เช่น เด็กไร้รัฐไร้สัญชาติ โดยอ้างอิงหลักการพื้นฐานว่ามนุษย์ทุกคนพึงมีสิทธิได้รับการศึกษาโดยไม่จำกัดด้วยสถานะทางกฎหมาย แต่หากศาลยึดแนวคิดปฏิฐานนิยมอย่างเคร่งครัด การคุ้มครองอาจจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มที่กฎหมายบัญญัติไว้ชัดแจ้งเท่านั้น

ในทางปฏิบัติ ระบบกฎหมายไทยและระบบกฎหมายระหว่างประเทศสมัยใหม่มักผสมผสานทั้งสองแนวคิดเข้าด้วยกัน กล่าวคือ การศึกษาเป็น “สิทธิธรรมชาติ” ที่มนุษย์มีอยู่ก่อนรัฐจะก่อตั้งขึ้น แต่รัฐมีบทบาทต่อการศึกษาออกเป็นบทบาทผู้ควบคุม ผู้อุปถัมภ์ และผู้กำกับมาตรฐาน พร้อมยกตัวอย่างกฎหมายไทยที่สะท้อนแต่ละบทบาท เนื่องจากในทางความเป็นจริง คุณค่าในตัวเองของมนุษย์ (ตามแนวคิดกฎหมายธรรมชาติ) แต่ในการบังคับใช้จริงจำเป็นต้องผ่านกระบวนการบัญญัติเป็นกฎหมายบ้านเมืองที่ชัดเจน (ตามแนวคิดปฏิฐานนิยม) เพื่อให้เกิดความแน่นอนและบังคับได้จริงในทางปฏิบัติ ดังจะเห็นได้จากการที่ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนได้ประกาศหลักการสิทธิมนุษยชนไว้เป็นคุณค่าสากล แต่ในการบังคับใช้จริงยังคงต้องอาศัยกลไกทางกฎหมายภายในของแต่ละรัฐในการทำให้สิทธิดังกล่าวบังคับได้จริง ประเด็นนี้จะได้กล่าวถึงในรายละเอียดเพิ่มเติมในบทที่ 3

2.2 หลักนิติธรรม (Rule of Law) กับการควบคุมอำนาจรัฐด้านการศึกษา#

หลักนิติธรรม (Rule of Law) เป็นหลักการพื้นฐานที่กำหนดว่าการใช้อำนาจของรัฐทุกประการ รวมถึงอำนาจในการจัดการศึกษา ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายที่ชัดเจน แน่นอน ประกาศให้ทราบล่วงหน้า และไม่มีการเลือกปฏิบัติ หลักนิติธรรมมีความสำคัญต่อกฎหมายการศึกษาในหลายมิติ มิติแรกคือการคุ้มครองผู้เรียน ผู้อุปถัมภ์ และผู้กำกับมาตรฐาน พร้อมยกตัวอย่างกฎหมายไทยที่สะท้อนแต่ละบทบาท เช่น การกำหนดเกณฑ์การรับเข้าศึกษา การลงโทษทางวินัยนักเรียนหรือครู ต้องเป็นไปตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนดและเปิดโอกาสให้มีการโต้แย้งหรืออุทธรณ์ได้ มิติที่สองคือการประกันความเสมอภาคในการเข้าถึงการศึกษา กล่าวคือ กฎหมายและระเบียบด้านการศึกษาต้องบังคับใช้อย่างเสมอภาคโดยไม่เลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเชื้อชาติ ศาสนา สถานะทางเศรษฐกิจ หรือถิ่นที่อยู่ มิติที่สามคือการเปิดช่องให้มีการตรวจสอบการใช้อำนาจของหน่วยงานทางการศึกษาโดยองค์กรตุลาการ โดยเฉพาะศาลปกครองซึ่งมีอำนาจพิจารณาคดีพิพาทระหว่างประชาชนกับหน่วยงานทางการศึกษาของรัฐ

หลักนิติธรรมยังเชื่อมโยงกับหลักความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครอง (legality principle) ซึ่งกำหนดว่าการกระทำใดของฝ่ายปกครองด้านการศึกษาที่กระทบสิทธิของประชาชนจะต้องมีฐานอำนาจตามกฎหมายรองรับเสมอ ตัวอย่างเช่น การออกกฎกระทรวง ระเบียบ หรือประกาศที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาจะต้องมีพระราชบัญญัติให้อำนาจไว้อย่างชัดแจ้ง หากปราศจากฐานอำนาจดังกล่าว การกระทำนั้นย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายและอาจถูกเพิกถอนโดยคำพิพากษาของศาลปกครอง

2.3 รัฐสวัสดิการและบทบาทของรัฐในการจัดการศึกษา#

แนวคิดรัฐสวัสดิการ (Welfare State) เกิดขึ้นจากพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ที่รัฐสมัยใหม่เริ่มขยายบทบาทจากการเป็นเพียง “รัฐยามเฝ้าประตู” (night-watchman state) ที่ทำหน้าที่เพียงรักษาความสงบและป้องกันประเทศ มาเป็นรัฐที่มีบทบาทเชิงรุกในการจัดสรรสวัสดิการพื้นฐานให้แก่ประชาชน อันได้แก่ การศึกษา สาธารณสุข และความมั่นคงทางสังคม การศึกษาจึงถูกยกให้เป็นหนึ่งในเสาหลักของรัฐสวัสดิการ เนื่องจากเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม และเปิดโอกาสให้บุคคลยกระดับสถานะทางสังคมของตนได้โดยไม่ถูกจำกัดด้วยชนชั้นทางเศรษฐกิจที่ตนเกิดมา

ในบริบทของกฎหมายการศึกษา แนวคิดรัฐสวัสดิการแปลงเป็นหลักการทางกฎหมายที่กำหนดให้รัฐมีหน้าที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้แก่ประชาชนโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ดังที่ปรากฏในมาตรา 54 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ( eef.or.th ) และในนโยบายเรียนฟรี 15 ปีอย่างมีคุณภาพที่ได้กล่าวถึงในบทที่ 1 นอกจากนี้ แนวคิดรัฐสวัสดิการยังสะท้อนผ่านการจัดตั้งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ซึ่งมีบทบาทเฉพาะเจาะจงในการช่วยเหลือกลุ่มผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาส อันเป็นกลไกทางกฎหมายที่แปลงหลักการรัฐสวัสดิการให้เป็นรูปธรรมในระดับปฏิบัติการ ประเด็นนี้จะได้กล่าวถึงรายละเอียดเพิ่มเติมในภาคที่ 3 ของตำรานี้ว่าด้วยกฎหมายการเงินการคลังเพื่อการศึกษา

อย่างไรก็ดี แนวคิดรัฐสวัสดิการด้านการศึกษามีข้อจำกัดในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะในประเทศที่มีทรัพยากรทางการคลังจำกัด การให้บริการการศึกษาโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายอย่างครอบคลุมทุกระดับและทุกกลุ่มเป้าหมายจึงต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านงบประมาณ ทำให้รัฐจำต้องกำหนดลำดับความสำคัญ (prioritization) ในการจัดสรรทรัพยากร ซึ่งเป็นประเด็นที่เชื่อมโยงกับกรอบสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศเรื่อง “การบังคับให้เป็นจริงแบบก้าวหน้า” (progressive realization) ที่จะได้กล่าวถึงในบทที่ 3

2.4 บทบาทของรัฐต่อการศึกษา: ผู้ควบคุม ผู้อุปถัมภ์ และผู้กำกับมาตรฐาน#

เมื่อพิจารณาบทบาทของรัฐต่อการจัดการศึกษาในเชิงหน้าที่ (functional role) สามารถจำแนกได้เป็นสามบทบาทหลักที่มีลักษณะเสริมกันมิใช่แยกขาดจากกัน

บทบาทแรกคือ “รัฐควบคุม” (regulatory state) ซึ่งรัฐใช้อำนาจทางกฎหมายในการกำหนดกฎเกณฑ์ มาตรฐาน และเงื่อนไขที่ผู้จัดการศึกษาทุกภาคส่วนต้องปฏิบัติตาม ไม่ว่าจะเป็นสถานศึกษาของรัฐหรือเอกชน บทบาทนี้ปรากฏชัดในกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนที่กำหนดเงื่อนไขการจัดตั้งและการดำเนินงานของโรงเรียนเอกชน ( ops.moe.go.th ) และในกฎหมายว่าด้วยการอุดมศึกษาที่กำหนดกรอบมาตรฐานคุณวุฒิและการประกันคุณภาพของสถาบันอุดมศึกษา ( mhesi.go.th )

บทบาทที่สองคือ “รัฐอุปถัมภ์” (paternalistic/provider state) ซึ่งรัฐทำหน้าที่เป็นผู้จัดและสนับสนุนทรัพยากรด้านการศึกษาโดยตรง ทั้งการจัดตั้งสถานศึกษาของรัฐ การจัดสรรงบประมาณอุดหนุน และการให้ทุนการศึกษาแก่ผู้ขาดแคลน บทบาทนี้สะท้อนแนวคิดรัฐสวัสดิการที่กล่าวมาข้างต้น และปรากฏเป็นรูปธรรมในนโยบายเรียนฟรี 15 ปี และการจัดตั้งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

บทบาทที่สามคือ “รัฐกำกับมาตรฐาน” (standard-setting/quality assurance state) ซึ่งเป็นบทบาทที่ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบและรับรองคุณภาพของการจัดการศึกษาโดยกลไกที่เป็นอิสระในระดับหนึ่งจากฝ่ายบริหาร บทบาทนี้ปรากฏในการจัดตั้งสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ./ONESQA) ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2543 ซึ่งมีที่มาจากมาตรา 49 ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ( onesqa.or.th ) โดยมีรายละเอียดกฎหมายจัดตั้งปรากฏในพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ( onesqa.or.th )

การจำแนกบทบาทสามประการนี้มีประโยชน์เชิงวิเคราะห์อย่างมาก เพราะช่วยให้ผู้เรียนสามารถจัดวางกฎหมายฉบับต่าง ๆ ในระบบกฎหมายการศึกษาไทยเข้ากับบทบาทที่กฎหมายนั้นแสดงออกเป็นหลัก แม้ในความเป็นจริงกฎหมายฉบับหนึ่งอาจแสดงบทบาทมากกว่าหนึ่งบทบาทในเวลาเดียวกันก็ตาม เช่น พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มีทั้งบทบัญญัติที่แสดงบทบาทรัฐอุปถัมภ์ (การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย) และบทบาทรัฐกำกับมาตรฐาน (การจัดตั้งระบบประกันคุณภาพการศึกษา) ไปพร้อมกัน

2.5 ทุนมนุษย์ (Human Capital) กับสิทธิมนุษยชน (Rights-based Approach): สองกรอบคิดที่แข่งขันและเสริมกัน#

ประเด็นถกเถียงเชิงทฤษฎีที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งในวงวิชาการกฎหมายและนโยบายการศึกษาร่วมสมัยคือ ควรให้เหตุผลรองรับการลงทุนและการจัดกฎหมายด้านการศึกษาด้วยกรอบคิดใดระหว่างกรอบทุนมนุษย์และกรอบสิทธิมนุษยชน

กรอบทุนมนุษย์ (Human Capital Approach) มีรากฐานจากเศรษฐศาสตร์การศึกษา ซึ่งมองว่าการศึกษาเป็นการลงทุนในตัวบุคคล (investment in human capital) ที่ให้ผลตอบแทนในรูปของผลิตภาพแรงงานที่สูงขึ้น รายได้ที่เพิ่มขึ้น และการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม ภายใต้กรอบนี้ กฎหมายและนโยบายการศึกษาจะถูกออกแบบและประเมินผลด้วยตัวชี้วัดเชิงเศรษฐกิจ เช่น อัตราผลตอบแทนต่อปีการศึกษา (rate of return to education) ความสอดคล้องระหว่างทักษะที่ผลิตได้กับความต้องการของตลาดแรงงาน และผลิตภาพโดยรวมของประเทศ กรอบคิดนี้มีอิทธิพลอย่างมากต่อรายงานและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายขององค์กรระหว่างประเทศ เช่น รายงานว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ว่าด้วยยุทธศาสตร์ทักษะของประเทศไทย ( oecd.org ) และรายงานว่าด้วยความไม่สมดุลของทักษะในระบบการศึกษาไทย ( oecd.org )

ในทางตรงข้าม กรอบสิทธิมนุษยชน (Rights-based Approach) มีรากฐานจากนิติศาสตร์และปรัชญาสิทธิมนุษยชน ซึ่งมองว่าการศึกษามีคุณค่าในตัวเอง (intrinsic value) โดยไม่ขึ้นอยู่กับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ การศึกษาเป็นเงื่อนไขจำเป็นต่อการที่บุคคลจะสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพอื่น ๆ ได้อย่างมีความหมาย และเป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ภายใต้กรอบนี้ กฎหมายและนโยบายการศึกษาต้องถูกประเมินด้วยตัวชี้วัดเชิงสิทธิ เช่น ความเสมอภาคในการเข้าถึง การไม่เลือกปฏิบัติ และคุณภาพที่ยอมรับได้ตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชน ดังที่สะท้อนอยู่ในกรอบ 4A ของ Katarina Tomasevski ซึ่งจะได้กล่าวถึงในบทที่ 3

ในทางปฏิบัติ ทั้งสองกรอบคิดมิได้แยกขาดจากกันอย่างสิ้นเชิง แต่กลับประสานกันในเอกสารนโยบายและรายงานระดับนานาชาติจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น รายงานของธนาคารโลกเรื่อง Wanted – A Quality Education for All in Thailand ผสมผสานทั้งข้อกังวลเรื่องคุณภาพการศึกษาในเชิงสิทธิที่เท่าเทียม และข้อกังวลเรื่องผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ ( worldbank.org ) เช่นเดียวกับรายงาน Fostering Foundational Skills in Thailand: From a Skills Crisis to a Learning Nation ที่เชื่อมโยงวิกฤตทักษะพื้นฐานเข้ากับทั้งประเด็นความเสมอภาคทางสังคมและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไปพร้อมกัน ( worldbank.org ) ผู้เรียนกฎหมายการศึกษาระดับปริญญาโทจึงพึงตระหนักว่าการวิเคราะห์กฎหมายหรือนโยบายฉบับใดฉบับหนึ่งจำเป็นต้องเข้าใจทั้งสองกรอบคิด และรู้จักวินิจฉัยว่ากฎหมายหรือนโยบายฉบับใดได้รับอิทธิพลจากกรอบคิดใดเป็นหลัก

เชื่อมกฎหมาย–นโยบาย–การบริหาร ฐานคิดทางนิติปรัชญาที่ผู้ออกกฎหมายยึดถือ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายธรรมชาติหรือกฎหมายบ้านเมือง กรอบทุนมนุษย์หรือกรอบสิทธิมนุษยชน ย่อมส่งผลต่อการออกแบบตัวบทกฎหมาย (Law) การกำหนดตัวชี้วัดและเป้าหมายเชิงนโยบาย (Policy) และท้ายที่สุดคือวิธีการจัดสรรทรัพยากรและออกแบบกลไกกำกับติดตามในทางบริหาร (Administration) ตัวอย่างเช่น หากกฎหมายฉบับหนึ่งได้รับอิทธิพลจากกรอบทุนมนุษย์เป็นหลัก การบริหารจะให้ความสำคัญกับตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการและความสอดคล้องกับตลาดแรงงานเป็นสำคัญ แต่หากได้รับอิทธิพลจากกรอบสิทธิมนุษยชนเป็นหลัก การบริหารจะให้ความสำคัญกับความเสมอภาคในการเข้าถึงและการไม่เลือกปฏิบัติเป็นสำคัญ ผู้บริหารการศึกษาและผู้ร่างกฎหมายที่ไม่ตระหนักถึงฐานคิดเบื้องหลังของกฎหมายที่ตนบังคับใช้ อาจนำไปสู่การบริหารที่ขัดแย้งกับเจตนารมณ์ดั้งเดิมของกฎหมายได้
กรณีศึกษาไทย: สมศ. ในฐานะกลไกรัฐกำกับมาตรฐานที่เป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร การจัดตั้งสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ในรูปแบบองค์การมหาชนตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2543 ( onesqa.or.th ) เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของบทบาท “รัฐกำกับมาตรฐาน” ที่แยกออกจากบทบาท “รัฐอุปถัมภ์” ในเชิงโครงสร้างองค์กร กล่าวคือ กระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานในสังกัดทำหน้าที่จัดการศึกษาโดยตรง (ผู้อุปถัมภ์/ผู้จัด) ในขณะที่ สมศ. ทำหน้าที่ประเมินและรับรองคุณภาพของการจัดการศึกษานั้นในฐานะองค์กรที่มีความเป็นอิสระในระดับหนึ่ง ตามมาตรา 49 ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ( onesqa.or.th ) การแยกบทบาทเช่นนี้สะท้อนหลักคิดทางทฤษฎีองค์กรที่ต้องการป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (conflict of interest) ระหว่างผู้จัดบริการกับผู้ประเมินคุณภาพบริการ อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติ ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่าง สมศ. กับกระทรวงศึกษาธิการยังคงเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างละเอียด เนื่องจากความเป็นอิสระในทางกฎหมายมิได้หมายความว่าปราศจากอิทธิพลในทางบริหารและงบประมาณเสมอไป ประเด็นนี้จะได้กล่าวถึงในรายละเอียดเพิ่มเติมในบทที่ 9 ของภาคที่ 3

บทสรุป#

บทที่ 2 ได้แสดงให้เห็นว่ากฎหมายการศึกษาไม่อาจเข้าใจได้อย่างสมบูรณ์โดยปราศจากความเข้าใจถึงฐานคิดทางนิติปรัชญาที่อยู่เบื้องหลัง ความแตกต่างระหว่างสำนักกฎหมายธรรมชาติกับกฎหมายบ้านเมืองสะท้อนคำถามพื้นฐานว่าสิทธิด้านการศึกษามีที่มาจากธรรมชาติความเป็นมนุษย์หรือจากการบัญญัติของรัฐ หลักนิติธรรมทำหน้าที่ควบคุมมิให้รัฐใช้อำนาจด้านการศึกษาโดยพลการ แนวคิดรัฐสวัสดิการอธิบายเหตุผลที่รัฐต้องเข้ามาจัดการศึกษาโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย และบทบาทของรัฐต่อการศึกษาสามารถจำแนกเป็นบทบาทผู้ควบคุม ผู้อุปถัมภ์ และผู้กำกับมาตรฐานที่ทำงานเสริมกัน สุดท้ายคือข้อถกเถียงระหว่างกรอบทุนมนุษย์กับกรอบสิทธิมนุษยชนซึ่งเป็นสองกรอบที่มีอิทธิพลต่อการออกแบบกฎหมายและนโยบายการศึกษาทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ฐานคิดทั้งหมดนี้จะเป็นเครื่องมือทางทฤษฎีที่ผู้เรียนจะนำไปใช้วิเคราะห์กรอบสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศในบทที่ 3 และกฎหมายการศึกษาเปรียบเทียบในบทที่ 4 ต่อไป

คำถามท้ายบท#

  • จงอธิบายว่าสำนักกฎหมายธรรมชาติและสำนักกฎหมายบ้านเมืองมองที่มาของสิทธิด้านการศึกษาแตกต่างกันอย่างไร และมีผลต่อการตีความกฎหมายอย่างไร

  • หลักนิติธรรมมีความสำคัญอย่างไรต่อการควบคุมอำนาจของหน่วยงานทางการศึกษาของรัฐ จงยกตัวอย่างประกอบ

  • จงวิเคราะห์ว่าพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 สะท้อนบทบาทรัฐควบคุม รัฐอุปถัมภ์ และรัฐกำกับมาตรฐานในส่วนใดบ้าง

  • จงเปรียบเทียบข้อดีและข้อจำกัดของกรอบทุนมนุษย์กับกรอบสิทธิมนุษยชนในการออกแบบนโยบายการศึกษา

  • จากกรณีศึกษา สมศ. ผู้เรียนคิดว่าความเป็นอิสระขององค์กรกำกับมาตรฐานจากฝ่ายบริหารมีความสำคัญเพียงใด และมีข้อจำกัดในทางปฏิบัติอย่างไร

คำสำคัญ#

กฎหมายธรรมชาติ (Natural Law), กฎหมายบ้านเมือง/ปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย (Legal Positivism), หลักนิติธรรม (Rule of Law), รัฐสวัสดิการ (Welfare State), รัฐควบคุม (Regulatory State), รัฐอุปถัมภ์ (Paternalistic/Provider State), รัฐกำกับมาตรฐาน (Standard-setting State), ทุนมนุษย์ (Human Capital), แนวทางฐานสิทธิ (Rights-based Approach)

เอกสารอ้างอิงประจำบท#

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.). (2565). รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 54. สืบค้นจาก https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/04/Constitution-Article-54-eef.pdf

สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ. (2550). พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550. สืบค้นจาก https://ops.moe.go.th/wp-content/uploads/2017/09/09-พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน-ฉบับที่-2-พ.ศ.-2554-1.pdf

สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม. (2562). พระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. 2562. สืบค้นจาก https://www.mhesi.go.th/index.php/all-legal/74-act/2150-2562.html

สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.). (ม.ป.ป.). ความเป็นมา สมศ. สืบค้นจาก https://www.onesqa.or.th/th/profile/874/

สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.). (2543). พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2543. สืบค้นจาก https://www.onesqa.or.th/upload/download/201810101812501.pdf

OECD. (2025). OECD Skills Strategy Thailand: Strengthening the Governance of the Skills System in Thailand. สืบค้นจาก https://www.oecd.org/en/publications/2025/07/oecd-skills-strategy-thailand_9a4427e8/full-report/strengthening-the-governance-of-the-skills-system-in-thailand_5b95ac86.html

OECD. (2020). Thailand’s Education System and Skills Imbalances: Assessment and Policy Recommendations. สืบค้นจาก https://www.oecd.org/content/dam/oecd/en/publications/reports/2020/12/thailand-s-education-system-and-skills-imbalances-assessment-and-policy-recommendations_197225d8/b79addb6-en.pdf

World Bank. (ม.ป.ป.). Wanted – A Quality Education for All in Thailand. สืบค้นจาก https://www.worldbank.org/en/country/thailand/publication/wanted---a-quality-education-for-all-in-thailand

World Bank. (ม.ป.ป.). Fostering Foundational Skills in Thailand: From a Skills Crisis to a Learning Nation. สืบค้นจาก https://www.worldbank.org/en/country/thailand/publication/fostering-foundational-skills-in-thailand


**หมายเหตุฉบับออนไลน์:** เนื้อหาข้างต้นคงไว้ตามต้นฉบับทุกประการ โดย "คำถามท้ายบท" ในต้นฉบับใช้เป็น **คำถามทบทวน** ประจำบท ส่วนด้านล่างนี้เป็น **ส่วนเสริมที่จัดทำขึ้นใหม่สำหรับฉบับออนไลน์** เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ ไม่ใช่เนื้อหาต้นฉบับ

ตาราง/แผนภาพประกอบ (ส่วนเสริมฉบับออนไลน์)#

  • ตารางเปรียบเทียบสำนักกฎหมายธรรมชาติกับสำนักกฎหมายบ้านเมือง — คอลัมน์: ฐานความชอบธรรมของสิทธิการศึกษา / นักคิดตัวแทน / นัยต่อการตีความกฎหมายการศึกษา

แผนภาพบทบาทรัฐสามแบบ#

flowchart LR
  R1["รัฐผู้ควบคุม<br/>ควบคุมเนื้อหา/มาตรฐานบังคับ"]
  R2["รัฐผู้อุปถัมภ์<br/>จัดสรรทรัพยากร/อุดหนุน"]
  R3["รัฐผู้กำกับมาตรฐาน<br/>ประกันคุณภาพ/รับรอง"]
  R1 --- R2 --- R3

แบบฝึกหัดท้ายบท (ส่วนเสริมฉบับออนไลน์)#

  1. เปรียบเทียบมุมมองของสำนักกฎหมายธรรมชาติกับสำนักกฎหมายบ้านเมืองต่อคำถามที่ว่า “หากรัฐยังไม่บัญญัติสิทธิการศึกษาไว้ในกฎหมาย บุคคลมีสิทธิในการศึกษาหรือไม่”
  2. วิเคราะห์นโยบายการศึกษาไทย 1 นโยบาย (เช่น เรียนฟรี 15 ปี) ว่าสะท้อนกรอบคิดทุนมนุษย์ กรอบคิดฐานสิทธิ หรือทั้งสองกรอบผสมกันอย่างไร
  3. ยกตัวอย่างสถานการณ์ที่หลักนิติธรรม (Rule of Law) ถูกใช้ควบคุมการใช้อำนาจรัฐด้านการศึกษา พร้อมอธิบายกลไกการควบคุมนั้น
  4. อภิปรายว่าบทบาทของรัฐไทยต่อการศึกษาในปัจจุบันโน้มเอียงไปทางผู้ควบคุม ผู้อุปถัมภ์ หรือผู้กำกับมาตรฐานมากที่สุด พร้อมหลักฐานเชิงกฎหมายสนับสนุน
  5. หากท่านเป็นผู้ร่างกฎหมายการศึกษาฉบับใหม่ ท่านจะเลือกวางฐานคิดจากแนวรัฐสวัสดิการมาก–น้อยเพียงใด ให้เสนอเหตุผลทั้งด้านความเป็นธรรมและความยั่งยืนทางการคลัง